จาตุรนต์ ฉายแสง | แสงแห่งความหวัง รักษาอุดมการณ์ไว้ อย่ายอมให้ชีวิตกลายเป็น ‘โมฆะ’

The Lesson
20 May 2019
เรื่องโดย:

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร, ฆนาธร ขาวสนิท

ในชีวิตการทำงานทางการเมือง 33 ปีของ จาตุรนต์ ฉายแสง ดูเหมือนเวลาเหล่านั้นจะถูกทำให้สูญหายไปเสียครึ่งหนึ่ง — “อีกแล้วหรือ” นั่นคือคำถามที่อยู่ในหัวของจาตุรนต์หลังผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองที่อาจเรียกได้ว่าโชคร้ายบ่อยครั้ง เขาผ่านการรัฐประหารในขณะดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาแล้ว 3 ครั้ง (พ.ศ. 2534, 2549, 2557) โดนตัดสิทธิทางการเมืองไป 5 ปี พรรคที่เคยสังกัดโดนยุบไปสองครั้งสองคราว คำถามคือ ทำไมชายผู้เคยเป็นทั้งอดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเป็นอดีตนักศึกษาผู้เคยเข้าป่าในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 ในฐานะ ‘สหายสุภาพ’ ถึงยังยืนยันจะต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของตนในฐานะ ‘นักการเมือง’ ต่อไป

     “33 ปีมานี้ ผมใส่หมวก 2 ใบมาตลอด หมวกหนึ่งเป็นนักการเมือง อีกหมวกหนึ่งเป็นนักต่อสู้ เป็นคนที่ต้องการเห็นบ้านเมืองดีขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าบางที เวลาผมไม่มีตำแหน่งหน้าที่อะไร ผมจึงสู้ไม่หยุด ทีนี้ พอมันสะสมมาอย่างนี้ พัฒนามาอย่างนี้ ผมก็มีความรู้สึกว่า ถ้าให้ผมหยุดไปเฉยๆ หรือผมเปลี่ยนอุดมการณ์ มันจะเหมือนกับชีวิตผมเป็นโมฆะ”

     ชายผู้เคยได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร เอเชียวีก ให้เป็น 1 ใน 20 ผู้นำชาติเอเชียที่มีบทบาทโดดเด่นในศตวรรษที่ 20 บอกกับเราเช่นนั้น

      ในขณะการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ผู้คนกลับมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงสถานการณ์ที่อาจดูมืดหม่นหลังการเลือกตั้งใหญ่ ทั้งจากการประกาศผลเลือกตั้งที่น่าเคลือบแคลงสงสัย หรือการประกาศรายชื่อ 250 ส.ว. ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่จะมากำหนดอนาคตประเทศ ที่ล้วนเป็นคนใกล้ชิดของ คสช. จนไม่อาจปฏิเสธคำถามที่ว่า หรือนี่คือการสืบทอดอำนาจของคณะปกครองที่มาจากรัฐประหารต่อไปได้

     คำถามมากมายจากความอึดอัดขัดข้องถูกส่งไปถาม จาตุรนต์ ฉายแสง ในทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขา และบ่อยครั้งเขามักพูดถึง ‘ความหวัง’

     ทุกวันนี้! เราเห็น #ปัญหา มากมายเหลือคณานับ ยิ่งนับวันยิ่งแย่ลง #ประชาชน ได้แต่ทำตาปริบๆ บัญชีหนึ่งในทวิตเตอร์ปรับทุกข์กับเขา และจาตุรนต์ตอบว่า ก็ต้องพยายามกันต่อไปครับ การจะเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นได้ คนจำนวนมากต้องเห็นปัญหาและต้องการพ้นจากความเดือดร้อน แต่จะต้องมีคนจำนวนหนึ่งที่มีอุดมการณ์และต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้น

     คำถามข้อต่อไปคือ แล้ว ‘ความหวัง’ ที่จาตุรนต์ว่า จริงๆ แล้วคืออะไร ในฐานะคนที่เห็นภาพรวมของไทม์ไลน์การเมืองไทยมาตั้งแต่ยุคเดือนตุลาฯ และพบกับความผิดหวังหลายครั้ง เหตุใดกันเขาถึงยืนยันว่า สังคมไทยยังเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้

 

จาตุรนต์ ฉายแสง

 

แสง… แห่งความหวังท่ามกลางความมืดหม่นของการเมืองไทย

     “บ้านเมืองยังจะดีขึ้นได้ ยังจะเป็นประชาธิปไตยได้ แล้วก็ยังจะเจริญก้าวหน้าได้ แน่นอนว่า กติกาต่าง ๆ ไม่เป็นประชาธิปไตยเลย ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของการสืบทอดอำนาจ เป็นขั้นเป็นตอนมาจนถึงการตั้ง ส.ว. ที่เห็นชัดว่า คนที่จะมาทำหน้าที่จะเลือกพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ แน่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะสะสมเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่ในทางตรงข้าม สิ่งเหล่านี้จะทำให้คนเห็นปัญหากฎกติกาของรัฐธรรมนูญ ของสภาพการเมืองการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่ไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้

     “ซึ่งถ้าจะมีความหวัง ก็คือคนจะเรียนรู้ เข้าใจ เห็นปัญหา และมาร่วมกันแก้ปัญหา แน่นอนว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยากมาก จนอาจจะพูดได้ว่า ‘มันแก้ไม่ได้’ แต่ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นปัญหา มันก็ต้องแก้ปัญหาได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอยู่ 3 ทาง

     “คือ หนึ่ง—อยู่ไปได้เรื่อยๆ สอง—คนเห็นปัญหามากๆ แล้วเกิดเป็นความเห็นร่วมกันว่าต้องแก้ ด้วยการแสดงออกโดยวิธีการต่างๆ หรือ สาม—คือมีการฉีกรัฐธรรมนูญอีกรอบหนึ่ง

     “ทางที่หนึ่งมันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน แต่หมายความว่าประเทศจะเสียหายมาก และคนก็ยอมๆ กันไป แต่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน และโดยเฉพาะคนรุ่นต่อๆ ไปที่จะต้องเจอกับปัญหา ก็ไม่น่าจะยอมทนอยู่กับสภาพนี้เรื่อยไป เพราะฉะนั้น ความเป็นไปได้ก็ไม่น่าจะมากถึงขั้นว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญอยู่ไปได้เรื่อยๆ

     “ทางที่สองคือคนเห็นปัญหาแล้วแก้ ต้องยอมรับว่าการแก้มันยากมากเป็นพิเศษ แค่มี ส.ว. หรือมีนักการเมืองบางส่วนไม่เห็นด้วยก็แก้ไม่ได้แล้ว แต่เรากำลังพูดเรื่องเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นว่ามันเป็นปัญหาร้ายแรงและจำเป็นต้องแก้ บ้านเมืองมันก็เคยเปลี่ยนแปลงมาอย่างไม่เป็นไปตามกติกาเนื่องจากกติกาที่ไม่ดีมาแล้ว ความจริงถ้าพูดเรื่องรัฐธรรมนูญและความเป็นประชาธิปไตย ประเทศส่วนใหญ่เขาก็เปลี่ยนแปลงได้ และเปลี่ยนแปลงกันไปแล้ว

     “ความเป็นไปได้ทางที่สาม คือฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ ‘เรา’ ต้องการ ผมคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็คงไม่อยากเห็นการรัฐประหารอีก เพราะรัฐประหารทีไรก็ทำให้เกิดความเสียหายมาก ซึ่งในความเสียหายเหล่านั้นมันอาจรวมถึงการเกิดความขัดแย้ง การไม่ลงตัวกันระหว่างฝ่ายอำนาจต่างๆ ในการจัดสรรความสัมพันธ์เพื่อแชร์อำนาจ ซึ่งเป็นธรรมชาติทางการเมือง ในแง่นี้ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่เราไม่ควรหวังให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า รัฐธรรมนูญใหม่ที่จะมาแทนที่มันจะดีกว่าเดิม เพราะเมื่อมีการฉีกรัฐธรรมนูญก็คือมีพวกที่ต้องการทำรัฐประหาร ต้องการยึดอำนาจ ต้องการทำให้บ้านเมืองเป็นไปตามที่ตัวเองกำหนด ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมันก็ไม่อาจนำไปสู่การพัฒนาก้าวหน้าได้

     “แล้วถามว่าทำไมยังมีความหวังอยู่ ก็คือตอนนี้มันมีพัฒนาการหลายๆ อย่างในประเทศ ระบบพรรคการเมืองมีพัฒนาการในแง่ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน ประชาชนคล้ายกับจะบังคับให้พรรคการเมืองต้องมีการพัฒนาในแง่นโยบายหรือในแง่การทำหน้าที่ อาจจะเรียกว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่มีประสบการณ์จากการไปเลือกตั้ง เลือกนโยบาย หรือผู้นำที่ตัวเองต้องการ และได้นโยบายอย่างที่พรรคการเมืองให้สัญญาไว้ในระหว่างเลือกตั้ง จนชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น อันนี้เป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นจริง และประชาชนเกินครึ่งมีประสบการณ์ โดยอาจจะคิดต่างกัน ชอบพรรคการเมืองต่างกันอะไรก็ตาม แต่ประชาชนก็มีประสบการณ์ว่าในการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาที่มีระบบพรรคการเมืองนั้นทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนดีขึ้นได้ ซึ่งพัฒนาการเหล่านี้ยังอยู่ ถึงแม้ว่าจะถูกทำลายไปไม่น้อยด้วยกติกาในปัจจุบัน และการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา”

 

จาตุรนต์ ฉายแสง

 

แสง… ที่เคยถูกส่องสว่างบนท้องถนน แต่ถูกทำให้มืดหม่นด้วยวาทกรรมแห่ง ‘ความวุ่นวาย’

     “ต้องยอมรับว่าใน 10 กว่าปีมานี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบลงสู่ท้องถนนถูกทำให้เป็นเรื่องที่คนเห็นว่าเป็นความวุ่นวาย เป็นสิ่งที่คนเบื่อหน่าย สาเหตุสำคัญอาจเพราะการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีบทบาทมากๆ เหล่านี้ มีการกระทำผิดกฎหมาย และบางครั้งไม่มีขีดกำจัด ทำความเสียหายต่อบ้านเมืองได้อย่างมากมายมหาศาล โดยไม่ถูกลงโทษตามสัดส่วนที่ถูกต้อง เช่น ยึดธรรมเนียบรัฐบาลจนปลูกข้าวได้ ยึดสนามบินและที่ทำการราชการอีกมากมาย กว่าจะถูกดำเนินคดี กว่าจะถูกลงโทษ แม้จะมีการถูกลงโทษไปบ้าง แต่น้อยมาก และการเคลื่อนไหวเหล่านั้นก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจ ได้รับการปกป้องคุ้มครอง เป็นลักษณะของการสมคบคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งจริง ๆ แล้วการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีพลังก็ไม่ควรเป็นการไปทำให้ธุรกิจเสียหายมากมาย ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ทำให้คนเดือดร้อนกันเต็มไปหมด

     “เมื่อการเคลื่อนไหวในช่วง 10 กว่าปีมานี้เป็นเรื่องของการวางแผนสมคบคิดกันอย่างเป็นระบบเพื่อทำลายการรักษากฎหมายของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ให้คนเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ คนก็เลยรู้สึกว่าการเคลื่อนไหว การชุมนุมมันเท่ากับความวุ่นวาย มันเลยเข้าล็อกผู้มีอำนาจ เอื้อให้รัฐบาลที่คุมกองทัพได้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบเผด็จการมาปกครอง มันเป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดตรรกะแบบที่เห็นว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยไม่ดี และจำเป็นต้องมีการปกครองแบบเผด็จการ

     “คือการชุมนุม การเดินขบวน การแสดงพลัง การสไตรค์ เป็นวิธีการที่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเขาไม่เพียงแต่อนุญาตให้ทำได้ เขาถือว่าเป็นเรื่อง ‘ต้องทำ’ ได้ เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ เพื่อเป็นทั้งการตรวจสอบและถ่วงดุลผู้มีอำนาจ หรือผู้รักษากฎหมาย ในส่วนธุรกิจ การาไตรค์มีได้เพื่อเป็นถ่วงดุลเจ้าของกิจการ

     “แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องอยู่ในที่ที่เหมาะสม เพื่อจะบอกว่า ‘ฉันไม่เห็นด้วยกับการที่คุณจะลงมติกันอย่างนี้’ เมืองไทยถูกทำให้ความเข้าใจในหลักการพวกนี้สั่นคลอนและเพี้ยนไป จนทำให้การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การเคลื่อนไหวโดยการชุมนุม หรือการเดินขบวนที่เป็นไปตามกฎหมาย กลายเป็นสิ่งที่คนไม่อยากเห็น และไม่มีศักยภาพในช่วงนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะไม่มีการแสดงออกของประชาชน เพราะว่าจริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เป็นเผด็จการมากเป็นประชาธิปไตยน้อย ก็ยังอนุญาตให้มีการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งรวมถึงการชุมนุม การเดินขบวน แต่มันก็ต้องแยกกันนะ ผมไม่ได้บอกว่าเพราะฉะนั้นต้องไปยึดกระทรวงกลาโหมกันสักสามเดือน ออกมาก็อาจจะไม่ถูกดำเนินคดีเลย อันนั้นไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายประชาธิปไตยคิดหรือต้องการจะทำ”

 

 

แสง… ที่เคยถูกฉายฉาน แต่ทำไมมันถึงไม่สว่างอย่างที่ควรเป็น

      “การเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีต มีผลทำให้เกิดความก้าวหน้าและพัฒนามาเหมือนกัน 14 ตุลาฯ ทำให้คนได้เห็นถึงคุณค่าของการใช้สิทธิเสรีภาพ พลังของประชาชนเมื่อรวมตัวกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ว่าผลที่จะทำให้เกิดการพิจารณาทางประชาธิปไตย มันก็มีเหตุซับซ้อนอะไรตามมาอยู่ ทั้งเมืองไทยอยู่กับเผด็จการมานานมากจนพลังประชาธิปไตย และความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยในสังคมไทยยังน้อย พอขับไล่เผด็จการไปได้ การพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยก็ยังไม่มาก และการที่ขับไล่ผู้มีอำนาจไปได้ก็ไม่ได้เกิดจากพลังประชาชนหรือนักศึกษาล้วนๆ แต่เป็นเรื่องของความขัดแย้งในผู้มีอำนาจด้วยกันเองด้วย

     “อีกอย่าง คือมีเรื่องแทรกซ้อนของความคิดสังคมนิยม บทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง ความคิดเรื่องประชาธิปไตย เช่น หลักนิติธรรม ระบบรัฐสภา ระบบการเมือง เสรีภาพก็ยิ่งพัฒนาน้อย เพราะมีการรัฐประหาร เกิดการฟื้นระบอบเผด็จการขึ้นอีกและเข้มข้นกว่าเดิม ตอนนั้น สังคมไทยขัดแย้งกันครั้งใหญ่ มีการต่อสู้ด้วยอาวุธเกิดขึ้น พอการต่อสู้ด้วยอาวุธจบลง ในช่วงนั้นประเทศสังคมนิยมขัดแย้งกัน โซเวียตและอีกหลายประเทศล่มสลาย คนที่คิดต่อสู้โดยมีความคิดสังคมนิยมก็ไม่เหลืออะไรยึดเหนี่ยว บางส่วนก็แยกย้ายกันไป การที่จะกลับมาทำอาชีพที่พัฒนาความคิดในทางเสรีประชาธิปไตยก็มีน้อย

     “คือจริงๆ แล้วความเคลื่อนไหวช่วงนั้นก็ไม่ใช่ภาพใหญ่ทั้งหมด คือมันมีทั้งคนที่ไม่ได้เป็นฝ่ายซ้าย ไม่ได้เป็นสังคมนิยม ไม่ได้ไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ที่ต่อสู้ในส่วนของตัวเองเยอะแยะ เพียงแต่ว่าการพัฒนาความคิดอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยในสังคมไทยค่อนข้างจำกัด นักคิดนักต่อสู้นักกิจกรรมบางส่วนก็มาทำงานเป็น NGO ซึ่งก็จะเน้นปัญหาชายขอบ ปัญหาที่เป็นผลกระทบจากการพัฒนาอุสาหกรรม หรือการพัฒนาของระบบทุน แต่อาจไม่ใช่ปัญหาการเมืองเชิงอำนาจหรือระบอบประชาธิปไตย และอาจขาดความสนใจในเรื่องการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองประเทศไป

     “ถ้าพูดถึงพลังจาก 14 ตุลาฯ 2516 มาจนถึง 6 ตุลาฯ 2519 พลังนักศึกษาประชาชนก็ถูกทำลายไปมาก ถูกทำให้อ่อนแอลง ทีนี้ พอหลัง 6 ตุลาฯ คำว่าคนเดือนตุลาฯ ยิ่งมีความแตกต่างหลากหลาย เพราะมีตั้งแต่คนที่ไม่พอใจการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่พอใจบ้านเมือง การลุแก่อำนาจของสมัยก่อน 14 ตุลาฯ ต้องการเสรีภาพ ได้รับอิทธิพลจากการต่อต้านสงครามเวียดนาม จนกระทั่งบางส่วนไปนิยมสังคมนิยม นิยมคอมมิวนิสต์ และเข้าป่า ในขณะที่อีกหลายส่วนยังอยู่ในเมือง ก็อยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการ ถูกกด แสดงออกไม่ได้ การพัฒนาแนวความคิดเสรีนิยม เสรีประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัยก็ทำได้น้อย แม้แต่อาจารย์ นักวิชาการ ก็ทำได้น้อย ในเมืองไทยจึงไม่มีการพัฒนาแนวความคิดอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยเท่าไรนัก

     “และนี่ก็ไม่เกี่ยวกับ 14 ตุลาฯ หรือไม่ 14 ตุลาฯ แล้ว คือมันมีทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยว หลังจากสังคมนิยมล่มสลาย นักศึกษา-ประชาชนกลับจากป่า กลับมาอยู่ร่วมกันได้ คนรุ่นเดือนตุลาฯ ก็ใช้ชีวิตต่างๆ กันไป มีความสนใจทางการเมืองมากน้อยต่างกันไป และก็ทำกิจกรรม ทำงานการเมืองในลักษณะต่างๆ กันไป

     “เพราะฉะนั้น สังคมมันพัฒนามาอย่างไร ก็พัฒนามาจากคนอีกหลายๆ ส่วนใช่ไหมครับ ผู้มีอำนาจที่สามารถผนึกกำลังหลายๆ ฝ่ายได้ เขาก็วางกติกาแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ ปกครองมาได้ถึงเกือบ 10 ปี ใช้เวลาระหว่างนั้นพัฒนาอุตสาหกรรมบางส่วน พัฒนา Eastern Seaboard พัฒนาเรื่องการส่งออก จนมีการพยายามรัฐประหารปี พ.ศ. 2535 มีการต่อต้าน ซึ่งก็อีกนั่นแหละ ความขัดแย้งในกลุ่มผู้มีอำนาจก็เป็นปัจจัยสำคัญมากอีกเหมือนกัน พลังฝ่ายประชาธิปไตย พลังฝ่ายประชาชนของชนชั้นกลางก็ไม่พอใจ ก็ขึ้นมาสู้ และก็เปลี่ยนแปลงได้ นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ซึ่งผมเข้าใจว่า พอไปถึงปี พ.ศ. 2540 มันมีความพยายามอยากได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง เพราะดูบางประเทศที่มีรัฐบาลอยู่ต่อเนื่อง ฝ่ายบริหารมีอำนาจ ก็อยากได้แบบนี้ ก็ไปออกแบบมา อภิปรายไม่ไว้วางใจยากขึ้น เลือกเป็นพรรคฯ มีนโยบายพรรคฯ นายกฯ ไม่ต้องต่อรองกับ ส.ส. มาก

     “ขณะเดียวกันสังคมไทยก็อ่อนแอมาก อ่อนแอไปด้วยกันทั้งหมด ระบบรัฐสภา ระบบเสรีประชาธิปไตย พวกที่เป็นฝ่ายซ้ายเก่าก็มีความโน้มเอียงที่จะไม่รับระบบรัฐสภา ไม่รับระบบพรรคการเมืองอยู่แล้ว พอฝ่ายเผด็จการบอกว่ารัฐสภาไม่ดี ระบบพรรคการเมืองไม่ดี ก็เห็นตามไปด้วยเลย ทำไปทำมากลายเป็นพวกเดียวกันกับเผด็จการไปได้

     “แต่ถามว่าพอมาถึงจุดนี้ คนเดือนตุลาฯ มีบทบาทอะไรแค่ไหน ก็น้อยมากนะ ในการสร้างรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 จะบอกว่าเป็นบทบาทของคนเดือนตุลาคมก็ไม่ใช่แล้ว เป็นคนเดือนตุลาฯ บางส่วน มีส่วนร่วมในแง่มุมต่างๆ กัน และสังคมมันพัฒนามาโดยอะไร มันก็มาจากหลายฝ่ายมาก มันก็เป็นเรื่องโดยรวมๆ ของสังคมไทย ซึ่งอาจมีความเข้มแข็งในเรื่องเสรีภาพ ในเรื่องหลักนิติธรรม ในเรื่องระบบรัฐสภา ในเรื่องประชาธิปไตย ในเรื่องการกระจายอำนาจน้อย มันอ่อนแอไปได้ทั้งหมดนะ ผมก็ไม่ได้พูดแบบนี้เพื่อโยนความผิดไปให้ฝ่ายต่างๆ แต่ว่าคนเดือนตุลาฯ ก็แตกต่างหลากหลาย และมีพลังน้อย จริงๆ แล้ว ตั้งแต่ต้นก็ไม่ได้มีพลังเยอะ และไม่ได้เป็นผู้กำหนดการเปลี่ยนแปลงมากมายอะไร”

 

จาตุรนต์ ฉายแสง

 

แสง… ที่ลอยล่องอยู่ในโลกออนไลน์

     “ปัจจุบันการรับรู้ข้อมูลข้าวสารของคนในสังคมไทยกว้างขว้างและรวดเร็วขึ้น มีข้อกำจัดน้อย ถึงแม้ว่าอาจจะถูกจำกัดในแง่การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจหรือจากรัฐบาล แต่การรับรู้โลกกว้าง รับรู้ข้อมูลข่าวสาร รับรู้ความเป็นไปของโลก ของประเทศต่างๆ หรือความรู้วิทยาการใหม่ๆ มันไม่มีขีดกำจัด ทำให้คนเรียนรู้มีความเข้าใจได้ดีมากกว่าสมัยก่อน และยังมีบทบาทที่ทำให้คนส่วนมากสามารถเข้าร่วมได้ ต้นทุนต่ำ มันก็ทำให้คนในส่วนนี้ ซึ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นผู้กำหนดการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะการเดินสู่ท้องถนน เพียงแต่ว่า ในแต่ละสังคม แต่ละสถานการณ์ ก็คงต้องแล้วแต่ผู้ที่ใช้โซเซียลมีเดีย ขึ้นอยู่กับพัฒนาการว่าจะเชื่อมโยงมันไปถึงการเคลื่อนไหวแบบไหน อย่างไร

     “ลองดูว่าถ้าสมมติคน 60-70% เห็นตรงกันในเรื่องสำคัญๆ และแสดงออกแค่ทางโซเซียลมีเดียเท่านั้น ผมว่าก็เปลี่ยนแปลงอะไรได้ไม่น้อย มันน่าจะมีผลทางสังคม ถ้าพูดถึงทางการเมืองก็มีผลทางการเมืองได้ไม่น้อยในตัวของมันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างว่า คำสั่งหรือกฎหมายที่ห้ามคนนั่งท้ายรถปิ๊กอัพ มันก็เลิกไป ไม่ได้มีคนมาชุมนุมอะไร และก็ไม่ได้มีคนออกไปล้อมโรงพัก ล้อม สนช. หรือไปยื่นอะไรกับ คสช. พอออกมาแสดงพลังพร้อมๆ กันมันก็ส่งผลได้

     “การเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องน่ายินดีนะ น่ายินดีที่ความคิดความเข้าใจของพวกเขาดีขึ้นมาก ทำให้มีความหวัง”

 

แสง… แห่งอุดมการณ์ และหมวกสองใบ—ใบหนึ่งคือ ‘นักการเมือง’ และอีกใบคือ ‘นักต่อสู้’

     “33 ปีมานี้ ผมใส่หมวก 2 ใบมาตลอด หมวกหนึ่งเป็นนักการเมือง อีกหมวกหนึ่งเป็นนักต่อสู้ เป็นคนที่ต้องการเห็นบ้านเมืองดีขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าบางที เวลาผมไม่มีตำแหน่งหน้าที่อะไร ผมจึงสู้ไม่หยุด ทีนี้ พอมันสะสมมาอย่างนี้ พัฒนามาอย่างนี้ ผมก็มีความรู้สึกว่า ถ้าให้ผมหยุดไปเฉยๆ หรือผมเปลี่ยนอุดมการณ์ มันจะเหมือนกับชีวิตผมเป็นโมฆะ

     ผมถูกปลูกฝังให้ช่วยคนจนมาตั้งแต่เด็ก พอมาเป็นนักศึกษามันมีความคิดเรื่องประชาธิปไตย เรื่องสังคมนิยม เราก็คิดในเรื่องอยากทำอะไรเพื่อบ้านเมือง เปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อคนส่วนใหญ่ด้วยอุดมการณ์ แต่แนวความคิดเกี่ยวกับระบบสังคมนิยมอย่างการต่อสู้ด้วยอาวุธได้รับการพิสูจน์ว่ามันล้มเหลว ไม่ใช่ทางออกของประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปทำ แต่สิ่งที่เราติดตัวมาคือความรู้สึกนึกคิดแบบคนมีอุดมการณ์ แล้วถามว่าอุดมการณ์นั้นคืออะไร มันก็คืออุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย อุดมการณ์ที่ต้องการให้คนส่วนใหญ่ได้รับความเป็นธรรม บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าขึ้น

     “พอเป็นนักการเมืองมันก็มีทั้งต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ต้องใช้ระบบรัฐสภา ระบบพรรคการเมืองไปเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ซึ่งมันกลายเป็นความถนัด และเป็นสิ่งที่ผมมีศักยภาพมากกว่าการไปทำอย่างอื่น เช่น ไปเป็น NGO หรือไปเป็นนักเขียน หรือไปเป็น Commentator ทางโทรทัศน์

     “ผมคิดว่าผมเป็นนักการเมืองน่าจะทำอะไรได้มากกว่าไปทำอย่างอื่น แต่ตลอด 33 ปี มันก็กลายเป็นว่าผมมีเวลาหรือมีโอกาสที่จะทำงานการเมืองในฐานะนักการเมืองในระบบจริงๆ มีตำแหน่งหน้าที่จริงๆ น้อยมาก หมายถึงตอนนี้น่าจะประมาณครึ่งเดียว ที่เหลือมีการยึดอำนาจ 3 ครั้ง แต่ละครั้งก็ต้องถูกเว้นวรรคในตัวมันเอง เพิกถอนสิทธิ์ 5 ปี หลังจากนั้น มีการยึดอำนาจ ไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีสิทธิ์ไปเลือกตั้งอะไรกับใคร ก็เท่ากับเพิกถอนสิทธิ์เกือบ 12 ปี มีเว้นไปเป็นรัฐมนตรีอยู่ครึ่งปี แล้วก็ยุบสภา เป็นรัฐมนตรีแบบไม่มีอำนาจอะไรอีกครึ่งปี

     “ใน 12 ปีนี้ผมถูกเพิกถอนสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ 11 ปี แต่ยังรู้สึกว่าการได้เป็นนักการเมือง การอยู่กับระบบพรรคการเมือง ระบบรัฐสภา ผมสะสมประสบการณ์และทักษะอะไรต่างๆ อยู่ทางนี้ รวมทั้งมีฐานทางการเมืองจากครอบครัว จากบ้านเกิด ก็เลยคิดว่าการเป็นนักการเมืองยังทำประโยชน์อะไรได้ แต่ในขณะเดียวกัน เวลาใครมาคุยกับผมด้วยความอึดอัดต่อการเมือง ผมจะบอกว่า คุณต้องร่วมกันเสนอต่อพรรคการเมืองสิ ซึ่งเขาก็อาจงงว่าก็คุณเป็นนักการเมืองไง นั่นก็เพราะผมกำลังสวมหมวกอีกใบหนึ่ง ผมกำลังสวมหมวกของนักต่อสู้

     “ผมไม่ต้องการให้ชีวิตตัวเองเป็นโมฆะ สู้มา อยากเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แล้วก็เข้ามาสู้ในฐานะนักการเมือง ทำและเห็นพัฒนาการของระบบพรรคการเมืองมาพอสมควร และก็ต้องยอมรับว่าเห็นพัฒนาการบางส่วน แต่เห็นการถอยหลังมากกว่า เห็นมาหลายรอบ รอบนี้มันถอยหลังไกล ระบบการเมืองการปกครองคล้ายกับปี พ.ศ. 2522 บางอย่างซับซ้อนกว่า และล้าหลังกว่าอีก

     “แต่ถามว่าไม่เหนื่อยหรือ มันก็อย่างที่ว่า จะให้หยุดไป จะให้เลิกไปจากการต่อสู้ เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น มันก็เหมือนกับว่า มันโมฆะ ทำมาแล้ว ถึงไม่ประสบความสำเร็จนัก อย่างน้อยที่สุดก็ต้องให้ได้ชื่อว่าได้ทำอย่างเต็มความสามารถเท่าที่เราจะทำได้”

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

ฆนาธร ขาวสนิท

ฮิปปี้ผู้เดินทางตามเส้นทางของดวงจันทร์