WISESIGHT | Data Driven หัวใจของธุรกิจยุคใหม่ ที่จะขับเคลื่อนธุรกิจคุณให้เติบโตได้ในอนาคต

The Lesson
17 Mar 2019
เรื่องโดย:

adB Team

ทุกวันนี้เราต่างเคยชินกับการอัพสเตตัสแสดงความคิดเห็น ลงรูปอวดไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงการแชร์คอนเทนต์บางอย่างเพื่อสนับสนุนจุดยืนของตัวเองบนโซเชียลมีเดีย โดยไม่รู้ตัวเลยว่าพฤติกรรมรายวันที่ทำ ได้กลายเป็นข้อมูลมหาศาลหลายล้านข้อความในแต่ละปี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้กลายมาเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับธุรกิจยุคใหม่ ในการรวบรวมเป็น Big Data และนำมาวิเคราะห์เพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ

     วันนี้เราจึงพาคุณมาพูดคุยกับตัวจริงในวงการ Big Data อย่าง กล้า ตั้งสุวรรณ CEO บริษัท WISESIGHT ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียแบบครบวงจร เพื่อทำความรู้จักกับ Data Driven เบื้องหลังการขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมท้าทายกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

     รวมทั้งการเตรียมพร้อมเผชิญกับยุค Automation ที่เครื่องจักรจะเข้ามาทดแทนงานบางอย่างของมนุษย์ แต่เขายืนยันกับเราว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว เครื่องมือเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์โรแมนติกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งทำให้เราได้ ‘เวลา’ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตกลับมาอีกด้วย

 

WISESIGHT

 

เปลี่ยนสัญชาตญาณให้เป็น Big Data

     เราเชื่อว่าข้อมูล (data) คือสิ่งที่สามารถอธิบายได้ทุกอย่าง ถ้าไม่มีข้อมูล สิ่งนั้นจะเป็นแค่ความเชื่อ ซึ่งความเชื่อบางครั้งนำไปสู่การถกเถียงอย่างไม่มีวันจบสิ้น

     สมัยก่อน การที่เราจะได้ข้อมูลเหล่านั้นมาต้องทำในสิ่งที่เรียกว่า Market Research ทำแบบสอบถาม ให้คนออกไปสัมภาษณ์ เราถึงจะได้ข้อมูลจากภายนอกมาวิเคราะห์ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปด้วยปรากฏการณ์ระดับโลกที่เรียกว่าโซเชียลมีเดีย เรามีข้อมูลความเห็นของคนภายนอกที่เขาบอกความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับธุรกิจเราอยู่ตลอดเวลา เลยเกิดธุรกิจแบบ WISESIGHT ขึ้นมา ที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลแล้วส่งให้กับแบรนด์หรือธุรกิจที่เขาอยากรู้ว่าคนบนโซเชียลมีเดียคิดอะไรอยู่

     แต่แน่นอน เราไม่สามารถเอาคนไปอ่านข้อความ 3 ล้านข้อความในแต่ละปีได้ ดังนั้น เราจึงต้องใช้เทคโนโลยี เช่น AI หรือ Machine Learning เพื่อมาทำการเก็บข้อมูลเหล่านี้แทนมนุษย์

     ข้อมูลเป็นสิ่งที่มีอยู่ทุกที่ แต่ข้อจำกัดคือคนที่ใช้มีความตระหนักรู้และนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาธุรกิจได้หรือเปล่า เมื่อก่อนเราตัดสินใจทำธุรกิจด้วยอะไร เราอาจตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณ ตัดสินใจด้วยประสบการณ์ ถามว่าดีไหม ก็เป็นสิ่งที่ดีเราอาจจะตัดสินใจพลาดน้อยถ้าเรามีประสบการณ์เยอะ แต่ข้อเสียคือเราไม่สามารถส่งประสบการณ์เหล่านั้นต่อได้

     เรามีประสบการณ์ 30 ปี ลูกน้องมีประสบการณ์ 10 ปี แล้วเราไปบอกว่าทำไมคุณถึงตัดสินใจได้ไม่คมเท่าเราเลย ก็แน่สิคุณต้องรอให้เขามีประสบการอีก 20 ปี เพื่อที่เขาจะเก่งเท่าคุณ คุณรอได้ไหม ซึ่งธุรกิจในปัจจุบันรอไม่ได้ ถ้างั้นเราต้องเปลี่ยนรูปแบบการตัดสินใจใหม่ที่ไม่ต้องใช้ประสบการณ์หรือสัญชาตญาณ โดยเปลี่ยนให้มันกลายเป็นข้อมูล

 

Data Driven คือเบื้องหลังธุรกิจยุคใหม่

     การทำธุรกิจในยุคใหม่ ธุรกิจขนาดใหญ่จะค่อยๆ กลืนกินธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น ดังนั้น ธุรกิจขนาดเล็กต้องพยายามเติบโตหรือวิ่งไปข้างหน้าให้เร็วมากๆ ข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญกับธุรกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจสตาร์ทอัพ และในปัจจุบันธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มหันมาใช้ข้อมูลกันแล้วด้วย ยักษ์ตื่นและยักษ์วิ่งเร็วขึ้น ซึ่งเบื้องหลังคือ Data Driven ล้วนๆ

     การทำธุรกิจในปัจจุบัน อย่างแรกคือต้องสร้างรูปแบบการทำงานที่รวดเร็วมากขึ้น สองคือการกระจายอำนาจตัดสินใจ เมื่อนำสองสิ่งนี้มารวมกันจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้น นี่เป็นยุคของ Data Driven ไม่ใช่ Experience Driven

     แต่ถ้ามีคนบอกว่าเขาจะใช้ Gut Feeling ในการทำธุรกิจในยุคต่อไป ถามว่าแล้วจะไปรอดไหม เขาไปรอดแน่นอน แต่แค่ขยายตัวได้ในรูปแบบที่จำกัด เขาจะไปรอดในระดับที่คนหนึ่งคนทำได้ แต่ถ้าอีกธุรกิจใช้เครื่องมือที่ช่วยให้คนหนึ่งพันคนตัดสินใจได้ดีขึ้น คุณคิดว่าใครจะชนะ

 

WISESIGHT

 

Big Data ไม่ใช่เครื่องการันตีความสำเร็จ

     เป็นความคิดที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ว่าการมีข้อมูลเยอะๆ จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเรามีข้าวเปลือกที่เกี่ยวมาจากนา 1 พันไร่ เรามีข้าวเปลือกเยอะเลย ถามว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง ตราบใดที่ยังไม่สามารถนำข้าวไปสี ไม่สามารถนำข้าวไปบรรจุแพ็ก หรือไม่สามารถนำข้าวพวกนั้นไปขายและสร้างเงินเม็ดได้ การมีข้อมูลอย่างเดียวจึงไม่ได้แปลว่าคุณจะประสบความสำเร็จ

     หัวใจหลักไม่ได้อยู่ที่ข้อมูล แต่อยู่กับคนที่นำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่างหาก เพราะคำว่า Big Data คือคอนเซ็ปต์ คือแนวคิด สิ่งนี้ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ ที่เอามาลงคอมพิวเตอร์ปุ๊บแล้วใช้งานได้ทันที สิ่งสำคัญคือการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และหากเราเอาข้อมูลแค่ด้านเดียวมาใช้ก็จะเกิดประโยชน์ได้ไม่เต็มที่

     ยกตัวอย่างการใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์ เช่น นำข้อมูลการลงทุนทำผลิตภัณฑ์ ไปบวกกับข้อมูลการลงทุนโฆษณา เราจะรู้ได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมาคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปหรือเปล่า หรือผลิตภัณฑ์ของเรามีปัญหาอะไรไหม Big Data จึงเป็นการนำข้อมูลต่างๆ มาประกอบกับการใช้ที่ทรงพลัง เพื่อตอบโจทย์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นได้

 

ใช้งาน Big Data ต้องตั้งต้นจากความอยากรู้

     คนที่ใช้งาน Big Data ได้ดี ต้องเกิดจากความอยากรู้ ความอยากที่จะหาคำตอบอะไรบางอย่าง คนที่ทำงานด้านนี้คือนักขุด นักแงะ เราต้องไปขุดของมาดูว่ามีข้อมูลอะไรหมกเม็ดซ่อนเร้นอยู่ตรงไหน และความสนุกก็คือความรู้สึกที่เราตอบโจทย์บางอย่างที่คนอื่นไม่เคยตอบได้ เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภค สามารถบอกได้ว่าประเด็นฮอตในวันนี้คืออะไร เหมือนหรือแตกต่างจากประเด็นฮอตเมื่อวานแค่ไหน คำถามแบบนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงใช้เวลานานมากถึงจะตอบได้ แต่ตอนนี้เราใช้เวลาแค่ 5 คลิก อย่างนี้ไม่สนุกเหรอ

 

ผู้บริโภคควรรู้ว่าข้อมูลตัวเองมีค่า

     สำหรับผู้บริโภค เราควรรู้ว่าข้อมูลมีคุณค่า วันนี้ความเป็นส่วนตัวของเราถูกเก็บไว้กับคนอื่น เราใช้เฟซบุ๊ก ใช้สมาร์ตโฟน ความเป็นส่วนตัวของเราไปอยู่กับแพลตฟอร์มพวกนี้หมดแล้ว เขารู้ข้อมูลมากกว่าที่เรารู้อีก ถ้าเราถามตัวเองว่า 30 วันที่แล้วคุณไปไหนมาบ้าง คุณเองยังจำไม่ได้เลย แต่กูเกิลรู้ เฟซบุ๊กรู้

     ในฐานะผู้บริโภค เราควรตระหนักรู้ว่าเราฝากข้อมูลพวกนี้ไว้กับคนที่น่าไว้ใจหรือเปล่า หลายๆ ครั้งเราซื้อของผ่านกลุ่มลับ เพราะว่าได้ลดราคาพิเศษ ไม่ต้องออกบิล ได้สิทธินู่นนั่นนี่ แล้วเราก็ไปฝากเลขบัญชีเอาไว้ ฝากหน้าบัตรเครดิตเอาไว้ ฝากข้อมูลส่วนตัวเอาไว้ จนสุดท้ายก็มีเบอร์โทรศัพท์แปลกๆ โฆษณาแปลกๆ โทร.มาขายของ เพราะว่ามีคนเอาข้อมูลของเราไปขายในตลาดมืด

 

WISESIGHT

 

Automation จะทำให้โลกของเราโรแมนติกขึ้น

     สิ่งที่จะตามมาในอนาคตอีกอย่าง คือการมาถึงของระบบ Automation ที่จะมีการใช้เครื่องจักรมาทดแทนงานบางอย่างของมนุษย์มากขึ้น บางคนอาจคิดว่าน่ากลัว แต่ผมคิดว่าออโตเมชันจะทำให้โลกของเราโรแมนติกมากขึ้นเสียอีก เพราะว่าคนเราไม่ต้องทำงานเป็นเครื่องจักร

     เราทำงานเพื่อหาเงินมาประทังชีวิต ถ้าเราทำงานน้อยลงในขณะที่ประทังชีวิตได้ แล้วเอาเวลาไปเอนจอยอย่างอื่น นั่นคือความรวยครับ ความรวยคือเวลา ถึงเราจะมีเงินร้อยล้านสิบล้าน แต่เราไม่มีเวลาเอนจอยชีวิตเลย แล้วจะมีไปทำไมกัน

     ออโตเมชันคือการที่เอาเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยงานให้คนเรามีเวลาว่างมากขึ้น คนก็มีเวลาไปวาดรูป แต่งเพลง ทำอะไรที่มนุษย์ควรจะทำ มีความสุขกับสิ่งสวยงาม งานที่เป็นการตอกตะปูทำซ้ำๆ ก็ปล่อยให้เครื่องจักรทำงาน สรุปแล้วสิ่งที่คนเราจะได้กลับมาจากการใช้ Data Driven ก็คือเวลา นั่นคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด เป็นสิ่งที่แพงที่สุดของมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งของที่เราซื้อ

 

อย่ากลัวที่จะล้ม เพราะล้มเร็วถูกกว่า

     ในการทำธุรกิจผมเชื่อว่าเราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด เราไม่ได้เรียนรู้จากความสำเร็จ ความสำเร็จมีค่าแค่ทำให้เราอยากจะทำมันซ้ำ

     ประโยคหนึ่งของแจ็กหม่าเขาพูดไว้ได้ดีมาก เขาบอกว่า ถ้าตัวเขาออกมาเล่าว่าทำอะไรแล้วสำเร็จบ้าง คนฟังจะไม่ได้อะไรเลย เพราะไม่มีใครสามารถเลียนแบบความสำเร็จของเขาได้ แต่ถ้าเล่าว่า เขาทำอะไรบ้างแล้วล้มเหลว คนฟังสามารถเรียนรู้ได้ว่าอย่าไปทำแบบที่เคยทำมาแล้ว สิ่งนี้เลยกลายมอตโต้ของธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่บอกว่า Fail Fast ล้มเร็วถูกกว่า ล้มช้าแพงกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำธุรกิจวันนี้ อย่ากลัวล้ม

 

รับมืออนาคตด้วยการปรับตัวและเรียนรู้

     ในอนาคตต้องมีคำอื่นที่มาทดแทน Big Data อย่างแน่นอน แต่ว่าเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่คุณต้องเจอและยอมรับ คือทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และจะเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น คุณต้องมีคุณสมบัติในการปรับตัวให้เข้ากับเครื่องมือใหม่ๆ ที่เข้ามาอยู่เสมอ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้อยู่รอดในการทำธุรกิจในอนาคต

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่