แจ็คกี้ อดิสรณ์ | การเชียร์ Liverpool สอนให้รู้จักอดทน รอคอย และความหวัง

กับทีมฟุตบอลที่ห่างหายจากความยิ่งใหญ่ และการได้ถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกมายาวนานถึง 29 ปี อะไรทำให้แฟนบอลถึงยังหลงรัก ติดตามเชียร์ และสนับสนุนทีมรักทีมนี้ของตัวเองมาได้ตลอด คงเป็นคำถามที่คนวงนอกหลายๆ คนสงสัย ว่าทีมที่ไม่มีความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน อะไรที่ทำให้พวกเขาสวมเสื้อสีแดงพร้อมฝ่าคำถากถางอย่างเป็ดแดง เป็ดกาก แชมป์ว่าว ฯลฯ และโบกธงเชียร์ทีมนี้อยู่ได้

     แต่สำหรับ ‘แจ็คกี้’ – อดิสรณ์ พึ่งยา ผู้สื่อข่าวกีฬาและแฟนเดนตายของทีมลิเวอร์พูล เขาบอกกับเราว่าสิ่งที่ลิเวอร์พูลทำให้เขาเห็นและรู้สึกกับมันได้มากที่สุดไม่ใช่วินาทีของการคว้าถ้วยแชมป์ แต่เป็นเรื่องราวความมุ่งมั่นระหว่างเส้นทางที่ต้องอาศัยความอดทน รอคอย และการมีความหวัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ประกอบรวมทำให้เขาเข้าใจถึงแก่นแท้ของฟุตบอล

     “สำหรับผม ลิเวอร์พูลมันเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิต ไม่มีตัวตน ไม่มีลมหายใจ แต่เป็นจิตก้อนหนึ่งที่อยู่กับเราเท่านั้นเอง เป็นจิตที่ตามเรามาตลอดและเราก็ตามเขาไปตลอด มันเป็นความรู้สึกของคนที่เข้าใจแก่นแท้ของฟุตบอล”

     แม้ฤดูกาลยังไม่สิ้นสุด ลิเวอร์พูลยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 29 ปี พร้อมกับสร้างปาฏิหาริย์ทะลุเข้าชิงถ้วยยูฟาแชมเปียนส์ลีกเป็นปีที่ 2 แจ็คกี้หัวเราะและสนทนากับเราด้วยท่าทีสบายๆ พร้อมปิดท้ายบทสนทนากันขำๆว่า 

     “ปีนี้สำหรับลิเวอร์พูลก็ฝากถึงพระเจ้าด้วยละกัน ถ้าเห็นใจก็สวมเสื้อแดงหน่อย (หัวเราะ)”

 

แจ็คกี้ อดิสรณ์

การเชียร์ฟุตบอลมันก็เหมือนการที่เราต้องมีอุดมการณ์ ถ้าเราชอบเขาหรือเปลี่ยนไปชอบอะไรก็แล้วแต่ มันก็เหมือนกับการเปลี่ยนอุดมการณ์ของตัวเอง ต่อให้ทีมล้มเหลวคุณก็ต้องชนะไปกับทีม แพ้ไปกับทีม

ประตูที่ 1: ผมโตมากับลูกกลมๆ

     “ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นเด็กผู้ชายที่โตมากับบอลพลาสติกลูกละ 50 สตางค์ แล้วคนที่อยู่แวดล้อมเขาก็ชอบดูฟุตบอลกัน เลยซึมซับมา บวกกับเป็นคนชอบอ่านหนังสือด้วยก็เลยติดตามอ่านข่าวฟุตบอล บ้านผมอยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ก็จะไปเล่นบอลตามสนามหญ้าโรงเรียน ไปหาหนังสือมาศึกษาเองว่าเดาะบอลยังไง แล้วระหว่างนั้นก็เริ่มมีไฮไลต์ฟุตบอลให้ดู ยังเป็นทีวีขาวดำนะ (หัวเราะ) แล้วก็อ่าน สตาร์ซอคเก้อร์ ทั้งบอลไทยบอลนอกเราดูหมด อาจจะเป็นตรงนั้นมั้งที่ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

     “จนพอเรียนมหาวิทยาลัยก็เลือกเรียนคณะที่เกี่ยวกับพละ แล้วที่จุฬาฯ มีคณะครุศาสตร์ เอกพลศึกษา ผมก็เข้าไปเรียน มีเพื่อนเป็นนักกีฬาทีมชาติเต็มเลยพอเรียนจบผมก็อยากเป็นโค้ช อยากเป็นครูเกี่ยวกับฟุตบอล แต่บังเอิญตอนนั้นเราเป็นแฟน สยามกีฬา เป็นแฟน สตาร์ซอคเก้อร์ ด้วย เขากำลังจะออกหนังสือใหม่แล้วรับสตาฟฟ์ เราก็ไปสมัครจนได้เข้ามาเป็นทีมข่าวต่างประเทศ ก็เลยเลือกทำงานเป็นนักข่าวกีฬาตั้งแต่ปี 2535 จนถึงตรงนี้ 27 ปี”

 

ประตูที่ 2: เครื่องจักรสีแดง

     “ถ้าถามว่าทำไมเป็นแฟนลิเวอร์พูล ผมต้องขอบคุณหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ นะ (หัวเราะ) ผมอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ก่อนที่จะอ่าน สตาร์ซอคเก้อร์ ตอนนั้นก็อ่านสรุปข่าวหน้า 15 แล้วชื่อของหงส์แดงจะมาบ่อยมาก ตอนนั้นยังอยู่ประถม เฮ้ย มันมาบ่อย ยุคนั้น เอียน รัช ยังไม่ติดชุดใหญ่เลย ยังเป็นยุค เคนนี แดลกลีช เล่นเป็นตัวหลักอยู่ ก็เป็นชุดยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูล เราก็ไปหาหนังสืออ่านต่อว่าลิเวอร์พูลหงส์แดงมันคืออะไรวะ แล้วตอนเรียนมัธยมครูเขาจะรับ สตาร์ซอคเก้อร์ เป็นรายสัปดาห์เลย เราก็เอามาอ่านในห้องสมุด อ่านวันละสองสามหน้าจนครบสัปดาห์ เพราะถ้ารีบอ่านหมดสัปดาห์นั้นจะไม่มีอะไรอ่าน (หัวเราะ)

     “แล้วสมัยก่อนเขาจะมีสมุดไว้ตัดแปะรูป บางคนแปะรูปดารา แต่เราแปะรูปนักฟุตบอล ตอนนั้นเรารู้สึกยึดติดกับลิเวอร์พูลไปแล้ว ต้องชมคนเขียนตอนนั้นเพราะบรรยายให้เรารู้สึกว่าทีมนี้เก่งเหลือเกิน ประโยคอย่าง เครื่องจักรสีแดง This is Anffiield หรือ You’ll Never Walk Alone ทุกอย่างมันรู้สึกขลัง รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่ว่ะ จนได้ดูถ่ายทอดสดปี 1986 ซึ่งปีนั้นลิเวอร์พูลได้ดับเบิลแชมป์ หลังจากนั้นก็ยาวมาเลย”

 

 

ประตูที่ 3: ฟุตบอลและอุดมการณ์คือสิ่งที่เปลี่ยนกันไม่ได้

     “เมื่อก่อนคนที่ชอบดูฟุตบอลนอกคือคนที่ชอบอ่านหนังสือ แล้วพออ่านก็จะเข้าใจวัฒนธรรมของฟุตบอลอังกฤษว่า ถ้าคุณเชียร์ทีมนี้แล้วก็เหมือนคุณมีอุดมการณ์ให้แก่ทีมนี้ มันจะรู้ไปเองว่าคุณเปลี่ยนไม่ได้ สมมติคุณเชียร์ลิเวอร์พูล แล้ววันหนึ่งคุณไปเชียร์แมนยูฯ มันไม่ได้ ฝรั่งเขาเคยพูดว่าการเชียร์ฟุตบอลมันก็เหมือนการที่เราต้องมีอุดมการณ์ ถ้าเราชอบเขาหรือเปลี่ยนไปชอบอะไรก็แล้วแต่ มันก็เหมือนกับการเปลี่ยนอุดมการณ์ของตัวเอง ต่อให้ทีมล้มเหลวคุณก็ต้องชนะไปกับทีม แพ้ไปกับทีม

     “ก็เหมือนแฟนแมนยูฯ ช่วงที่เขาไม่ได้แชมป์มา 26 ปี แฟนๆ เขาก็ยังเชียร์อยู่ แต่ลิเวอร์พูลดีกว่าหน่อยเพราะว่าตอนแมนยูฯ ไม่ได้แชมป์ยุค 70s เขาตกชั้นไปด้วยนะ (หัวเราะ) มีข่มหน่อยๆ แต่สำหรับแฟนบอลเรายังรู้สึกว่าได้ติดตามแม้ทีมจะไม่ได้แชมป์ ได้อ่าน ได้ดู มันก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่รู้สึกว่าขาดไม่ได้ไปแล้ว ถ้าเปรียบเป็นคนเขาก็เป็นพี่เป็นน้องที่เรารักมาก หรือบางคนอาจจะบอกว่าลิเวอร์พูลเป็นภรรยา ถ้าภรรยาทำให้เขาเซ็งเขาก็ต้องยอม แต่สำหรับผม ลิเวอร์พูลมันเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิต ไม่มีตัวตน ไม่มีลมหายใจ แต่เป็นจิตก้อนหนึ่งที่อยู่กับเราเท่านั้นเอง เป็นจิตที่ตามเรามาตลอดและเราก็ตามเขาไปตลอด มันเป็นความรู้สึกของคนที่เขาใจแก่นแท้ของฟุตบอล”

 

ประตูที่ 4: คู่แข่งคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในธุรกิจกีฬา

     “ถ้าฟุตบอลอาชีพไม่มีคู่แข่งก็ล้ม คุณจะเก่งคนเดียวไม่ได้ คุณต้องการคู่แข่งมาเทียบว่าคุณเก่งแค่ไหน ถ้าเป็นธุรกิจอื่นๆ คุณอาจจะไม่ต้องมีคู่แข่งก็ได้ แต่ไม่ใช่กับฟุตบอล ฟุตบอลต้องการหลายๆ ทีมเพื่อมาแข่งกัน มาดูว่ามาตรฐานของใครเหนือกว่ากัน แล้วบรรยากาศตอนเชียร์นั่นแหละที่ทำให้เราเห็นว่านี่คือกีฬา ก่อนแข่งมันเป็นบรรยากาศที่สนุก ตื่นเต้น และเร้าใจ เรารู้สึกว่ามีโอกาสชนะ ธุรกิจมันเกิดจากตรงนั้น

     “ยกตัวอย่างในยุโรปอาจจะมีบางทีมที่ครองความยิ่งใหญ่นานๆ แต่รากของฟุตบอลมันใหญ่และลงลึกเป็นรากแก้วไปแล้ว กิ่งก้านต่างๆ มันประกอบให้ต้นไม้ใหญ่อยู่ได้ คือพอรากแข็งแรง ทีมเล็กๆ ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จ เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว เพราะจริงๆ ถ้าลีกขาดพวกเขาลีกก็อยู่ไม่ได้ เขาก็ทำหน้าที่ที่ต้องทำ สร้างทีม สร้างนักฟุตบอล เอาเยาวชนมาเล่น แล้วก็เกิดเป็นธุรกิจ เกิดเป็นรายได้ เป็นอุตสาหกรรมฟุตบอลที่ทำเงินด้วย เรื่องแชมป์ไม่แชมป์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ทุกคนจะพยายามทำตัวเองให้เข้าไปใกล้ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

 

แจ็คกี้ อดิสรณ์

 

ประตูที่ 5: กำไรเบื้องต้นคือได้เชียร์ กำไรสูงสุดคือถ้วยแชมป์

     “29 ปีสำหรับลิเวอร์พูลที่ไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเลย ถ้ามองเรื่องถ้วยหรือเป้าหมายสูงสุดมันล้มเหลวแน่นอน สำหรับทีมที่เคยได้แชมป์ ทีมที่เคยยิ่งใหญ่ แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นล้มเหลวในเป้าหมายมากกว่า แต่ว่าความเป็นทีมฟุตบอลไม่ได้ล้มเหลว เพราะว่าแฟนๆ ก็ยังเชียร์อยู่ นักเตะดังๆ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป โค้ชเก่งๆ ก็ยังอยู่ และความเหนียวแน่นระหว่างสโมสรกับแฟนบอลก็ยังอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ถ้วย

     “ผมว่าถ้าเทียบว่าการลงทุนของแฟนบอลที่เขาจ่ายตั๋ว ตามไปดู กำไรของเขาคือการได้มาดูทีมเตะเท่านั้นเอง นั่นคือกำไรเบื้องต้น แต่กำไรสูงสุดของเขาอาจจะเป็นปีหนึ่งได้โบนัสเป็นถ้วยแชมป์ นั่นคือความสุขสุดๆ แล้ว แต่ถ้าไม่ได้ อาจจะมีบ้างที่เซ็ง แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะนัดหน้าอาจจะกลับมาชนะได้ แต่ตอนนี้อาจจะเซ็งเพิ่มเพราะอาจจะโดนล้อเลียน”

 

เสน่ห์ที่หายไปจากวงการฟุตบอลในวันที่ทุกอย่างมันรวดเร็วแบบนี้ คือการที่ทุกคนรอไม่ได้ ถึงขั้นแพ้ไม่ได้

 

ประตูที่ 6: อดทน รอคอย และความหวัง สิ่งที่ลิเวอร์พูลบอกแฟนๆ เสมอมา

     “ลิเวอร์พูลสอนผมในหลายๆ แง่เลยนะ แง่แรกคืออดทน (หัวเราะ) และก็มีความหวัง ถ้าพูดถึงช่วงเวลา 29 ปีที่เราไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก คือเราทั้งอดทนและยังมีความหวังในการที่จะกลับไปเป็นแชมป์ แต่ถ้าไม่ได้ เราก็ต้องรอต่อไป แต่เราอดทนกับสิ่งที่มีคุณค่า ผมว่าแฟนๆ หลายๆ ทีมก็คงจะเป็นเหมือนกัน แฟนสเปอร์สเขารอตั้งแต่ยุค 60s หรือทีมอย่างเชลซี กว่าเขาจะได้แชมป์ครั้งแรกต้องรอ 50 ปี แฟนที่เชียร์มาตั้งแต่ยุคนั้นเขาก็คงคิดว่าการรอคอยของเขาสิ้นสุดลงแล้ว

     “ลิเวอร์พูลสอนเราว่าถ้าทีมฟุตบอลเป็นชีวิต เราพยายามจะทำอะไรแต่ไม่ตั้งใจหรืออาจจะทำมันได้ไม่ดีพอ ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ยังไม่ได้ถ้วย ในเกมนี้เราอาจจะไม่ชนะ ก็ต้องมาดูว่าเราบกพร่องอะไร ต้องปรับตรงไหน ผมว่าทีมฟุตบอลแต่ละทีมก็มีข้อสรุปเวลาเขาไม่ได้แชมป์ เราต้องกลับมาวิเคราะห์ตัวเอง ผมว่าคล้ายๆ ชีวิตคนนะ ก็มีทั้งผิดหวัง สมหวัง และดีใจ เหมือนโลกของฟุตบอล”

 

แจ็คกี้ อดิสรณ์

 

ประตูที่ 7: แก่นแท้ของฟุตบอล

     “ผมว่าคำว่าอดทน รอคอย และความหวัง เป็นแก่นของฟุตบอล อย่างคนที่รอไม่ได้ก็คิดจะเปลี่ยนทีมเชียร์ อันนี้แย่เลยก็จะโดนคนประณาม เฮ้ย ลิเวอร์พูลไม่ได้แชมป์เหรอ ไปเชียร์แมนยูฯ ดีกว่า แล้วตอนนี้แมนยูฯ เป็นไง 6 ปีแล้ว และ 6 ปีของแฟนแมนยูฯ ตอนนี้คงเหมือน 60 ปี เพราะยุคโซเชียลมีเดียนี่โดนแขวะทุกวัน

     “ถ้าปีนี้ไม่ได้ถ้วย ถามว่าผมผิดหวังไหม ก็แน่นอนอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้มากมายอะไร เพราะมีความรู้สึกว่าทีมชุดนี้มีโอกาสที่จะได้แชมป์ แหม ทุกคนก็จะพูดว่ารอมา 29 ปีแล้ว รออีกหน่อยไม่ได้เหรอ ก็ยังต้องรอต่อไปแต่รออย่างมีความหวังมากขึ้น คือหลังจากยุค เคนนี แดลกลิช ที่เคยได้แชมป์ ยุคที่ใกล้เคียงที่สุดผมว่าก็คงเป็นยุค ราฟาเอล เบนิเตช ที่ไล่บี้กับแมนยูฯ

     “ส่วนยุค เบรนดัน ร็อดเจอร์ส ผมเฉยๆ เพราะว่าอยู่ๆ ลิเวอร์พูลก็มีลุ้นแชมป์ขึ้นมาเพราะนักเตะเล่นดี มันเหมือนเป็นลมวูบมา ไม่ได้มีการสร้างพื้นฐานอะไรที่ทำให้เราค่อยๆ รู้สึกมั่นใจ แต่กับ เยอร์เกน คล็อป เรามั่นใจในตัวเขา เขาค่อยๆ วางมาจนถึงจุดลุ้นแชมป์ แต่มันยังไม่ได้ ถ้าใครมาบอกว่ายังไงก็ไม่ได้แชมป์หรอกผมก็ต้องบอกว่าจะเป็นไปได้ยังไง ถ้าให้คล็อปทำต่อผมว่าเขาจะหาวิธีไปถึงแชมป์จนได้ เพราะว่ามันเป็นสไตล์คนเยอรมัน เขาเป็นนักสู้ ตอนนี้เหมือนเชียร์ด้วยความอุ่นใจยังไงไม่รู้ ความหวังมันมีมากๆ แต่ก็ต้องปล่อยให้ฟุตบอลแสดงมันออกมา”

 

ประตูที่ 8: เสน่ห์ของฟุตบอลที่หายไป

     “คือยุคนี้เป็นยุคที่ทำอะไรแล้วต้องได้ผลเลย จะลงมือลงแรงทำอะไรแล้วต้องได้ผลเลย ต้องรู้เลย ไม่มีขั้นบันไดหนึ่ง สอง สาม ต้องใช้ลิฟต์แล้ว ก็อาจจะทำให้แฟนบอลเขารู้สึกว่าการที่ทีมเราไม่ได้แชมป์แล้วต้องทำอะไรสักอย่าง อย่างการซื้อนักเตะราคาแพงๆ ก็เพราะเหตุนี้ เสน่ห์ที่หายไปจากวงการฟุตบอลในวันที่ทุกอย่างมันรวดเร็วแบบนี้คือการที่ทุกคนรอไม่ได้ ถึงขั้นแพ้ไม่ได้ ซึ่งจริงๆ ถ้าแพ้ควรจะมาดูว่าเราแพ้เพราะอะไร แพ้เพราะเล่นไม่ดี อันนี้สมควรถูกด่า ถ้าแพ้แต่เล่นดีผมว่าคนก็เข้าใจ แต่ทุกวันนี้แพ้ปุ๊บโดนวิจารณ์ทันทีเลย มันเร็วมาก เพราะฉะนั้น มันทำให้คนทำทีม คนบริหารทีมเหนื่อยเหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่ากลุ่มคนเป็นสตาฟฟ์โค้ชและนักฟุตบอลเขายังทำงานกันหนักเป็นปกติ แม้จะรู้ว่าโลกภายนอกหรือโซเชียลมีเดียทำให้วิธีการดูฟุตบอลเปลี่ยนไป

     “แต่ถ้าถามผม ผมยังสนุกกับมันเหมือนเดิมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยน แต่ว่าเราอาจจะได้ใกล้ชิดกับทีมมากกว่าสมัยเด็กๆ ที่ได้แค่อ่านหนังสือ แต่ตอนนี้เราได้ดู ได้ติดตามการทำงาน ได้ไปทำข่าวที่อังกฤษ ซึ่งสิ่งที่เราได้อ่านมาในหนังสือ สตาร์ซอคเก้อร์ เป็นพันๆ เล่ม ก็เทียบไม่ได้กับการที่เราได้อยู่ตรงนั้น ได้เห็นแก่นแท้ของฟุตบอลว่าเป็นอย่างไร และอีกอย่างคือลิเวอร์พูลเป็นทีมที่สอนให้ผมมอบความจงรักภักดี ได้รู้จักความอดทนในการรอคอยบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษสำหรับแฟนบอล ส่วนปีนี้สำหรับลิเวอร์พูลก็ฝากถึงพระเจ้าด้วยละกัน ถ้าเห็นใจก็สวมเสื้อแดงหน่อย (หัวเราะ)”

Share Post
Like 8 View 14612

Author

ปริญญา ก้อนรัมย์

ชื่นชอบการถามเพื่อนว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” ส่วนถ้าช่วงนี้ใครถามกลับมา จะตอบไปว่า “กำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก...”

วงศกร ยี่ดวง

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำ a day BULLETIN