Madmatter | แบรนด์หมวกและกระเป๋าจากผ้าเหลือใช้ที่เริ่มจากความบ้า และสานต่อด้วยความยั่งยืน

The Lesson
5 Mar 2019
เรื่องโดย:

พัทธมน วงษ์รัตนะ

ทุกปี โลกเราถูกถมด้วยขยะจากอุตสาหกรรมสิ่งทอมากถึง 14 ล้านตัน

หรือถ้าพูดให้เห็นภาพชัดเจนกว่านั้นคือ ทุกๆ 1 วินาที จะมีเสื้อผ้าแฟชั่นราว 1 รถบรรทุกถูกนำไปทิ้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าที่เป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรม Fast Fashion เน้นผลิตเร็ว ขายเร็ว สวมใส่เพียงสองสามครั้งก็คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป แต่ชีวิตหลังจากนั้นของเสื้อผ้ากลับสร้างความเสียหายให้กับโลกเราอย่างคาดไม่ถึง

     โดยปัจจุบัน ขยะจากอุตสาหกรรมสิ่งทอนับว่ามีจำนวนมากเป็นอันดับสอง รองจากขยะพลาสติก และยังไม่รวมถึงผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการจ้างงานอย่างไม่ธรรมในโรงงานเสื้อผ้าแฟชันในหลายประเทศ ‘แจ๊ส’ – ธนิสรา โพธิ์นทีไท และ ‘แท็ป’ – ปธานิน งามกิจเจริญลาภ เจ้าของแบรนด์ Madmatter ตระหนักถึงผลกระทบข้อนี้ดี เพราะเมื่อก่อนพวกเขาเป็นแฟนตัวยงของตลาดนัดเสื้อผ้ามือสอง โดยเฉพาะเสื้อกันหนาว เสื้อแจ็กเก็ต กางเกงและผ้าวูลหนาๆ ที่หลายตัวจะออกไปทาง ‘ซื้อมาเก็บ’ มากกว่า ‘ซื้อมาใส่’ ทับถมจนล้นทะลักตู้เสื้อผ้า

     แต่แทนที่จะเอาเสื้อผ้าเหล่านั้นไปทิ้งเป็นขยะ ทั้งคู่ใช้ ‘ความบ้า’ ในการค้นหาหนทางชุบชีวิตผ้ามือสองพวกนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และนำมาดัดแปลง ผสมผสานกับเนื้อผ้าชนิดอื่นๆ จนออกมาเป็นหมวก Madmatter คอลเล็กชันแรก ที่สินค้าทุกชิ้นมีแค่ใบเดียวในโลก ก่อนจะแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นกระเป๋าสตางค์และกระเป๋าผ้าสีสวยจากผ้า Dead Stock ในคอนเซ็ปต์ Sustainable Design ที่ชื่อเสียงดังไปไกลถึงต่างแดน

 

Madmatter

 

เริ่มต้นจากความ Mad

     Mad แปลว่าบ้าถูกไหม แบรนด์นี้เริ่มจากความบ้าที่เราเอาเสื้อผ้ามือสอง ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นขยะมาดัดแปลงใหม่ ส่วน Matter แปลว่าประเด็นสำคัญ จึงหมายความว่า ความบ้านั่นแหละคือจุดสำคัญที่ทำให้เกิดแบรนด์นี้ขึ้นมา แล้วก็ในอีกมิติหนึ่งคือเราพยายามให้ชื่อแบรนด์สื่อสารกับลูกค้าว่า ความบ้าและการเป็นตัวเองเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิต

     เอาจริงๆ ตอนแรกเราไม่ได้เริ่มจากการคิดว่าจะทำธุรกิจขนาดนั้น เราแค่เป็นคนชอบซื้อเสื้อผ้ามือสองมาก ชอบซื้อพวกเสื้อกันหนาว เสื้อแจ็กเก็ต กางเกงผ้าวูล แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอามาใส่ตอนไหน เพราะประเทศเราร้อนมาก (หัวเราะ) แต่เราซื้อเพราะเราชอบสี ชอบเท็กซ์เจอร์ และชอบวัสดุของมัน บางตัวใส่ไม่ได้ด้วยซ้ำ ก็ซื้อเก็บไว้ จนวันหนึ่งรู้สึกว่าเยอะไปแล้ว ต้องเอาไปทำอะไรสักอย่าง แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะทำหมวกนะ แค่อยากทำสินค้าประเภท accessory เช่น กระเป๋า หมวก รองเท้า เพราะไม่ต้องมีไซซ์อะไรมาก เลยวิ่งหาโรงงานกัน แล้วก็ได้คำตอบรับจากโรงงานหมวกเป็นอันดับแรก หมวกจึงกลายเป็นสินค้าตัวแรกของเรา

 

ความ eco ที่ไม่มีอยู่จริง

     พอทำไปสักพัก คนเริ่มเห็นภาพจำของแบรนด์เราว่าเป็นแบรนด์ eco รักษ์โลก เอาเสื้อผ้ามือสองมาแปลงโฉมเป็นของใหม่ ฟังเหมือนว่าจะสวยงามนะ แต่จริงๆ แล้วมันกรอบเรามาก จนรู้สึกว่าขยับไปไหนไม่ได้เลย สุดท้ายมันกลับทำให้เรา ทรมานมากๆ เพราะหาผ้ามือสองยากขึ้น ผลิตก็ยาก โรงงานไม่เข้าใจ ทำได้ช้า ทำให้ไม่มีของขาย

     จนมาตั้งคำถามกันว่า แบรนด์ของเราต้องใช้แค่ผ้ามือสองเท่านั้นเหรอ จุดยืนอยู่ตรงไหน ลองมาคุยกันใหม่ไหม นึกภาพให้กว้างขึ้นและพยายามเลิกสื่อสารความ eco ออกไป แต่ก็ยังต้องมีจุดยืนบางอย่างเป็นของตัวเอง ทำให้เราได้แนวคิดใหม่เป็นเรื่อง Sustainable Design คือหันกลับไปมองเรื่องการออกแบบและฟังก์ชันมากขึ้น ไม่ใช่เอะอะก็จะขายแต่คอนเซ็ปต์ eco อย่างเดียว ทำให้เริ่มเรียนรู้เรื่องธุรกิจอย่างจริงจัง ศึกษาช่องว่างทางการตลาด สำรวจกลุ่มลูกค้าของเรา

     ตอนนั้นค้นพบว่า จริงๆ เราชอบคำว่า sustainable มากกว่าคำว่า eco เพราะในความคิดเรา คำว่า eco ไม่มีอยู่จริง คือแค่การที่เราผลิตออกมาแล้วมีคนบริโภคก็นับว่าไม่ eco แล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือทำอย่างไรให้การผลิตและบริโภคนั้นยั่งยืน หรือ sustainable มากกว่า แล้วมันไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ยั่งยืนนะ โรงงานที่ทำกับเราก็ต้องยั่งยืน อยากจะทำกับเราไปเรื่อยๆ ตัวเราในฐานะคนทำก็ต้องรู้สึกมั่นคง ถึงจะทำไปยาวๆ ได้ ถ้าเราทำแล้วไม่ได้เงิน ของไม่มีขาย ก็เหมือนเราเสียสละทุกอย่าง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่วิธีคิดที่ยั่งยืนต่อตัวเราเลย แล้วเราก็คงทำได้แป๊บเดียว

 

Madmatter

 

คืนชีวิตให้ผ้า Dead Stock

     เราเริ่มตั้งสติได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เราเริ่มมีผ้า dead stock เข้ามาพอดี พอเราสลัดคำว่า ‘eco’ และ ‘ผ้ามือสอง’ ออกไปจากแบรนด์ได้แล้ว จึงเริ่มมีไอเดียนำผ้า dead stock เข้ามาใช้ในผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ ซึ่งก็คือกระเป๋าผ้า

     ส่วนใหญ่แล้วเราจะได้ผ้า dead stock มาจากโรงงาน เพราะเวลาเขาทำออร์เดอร์หนึ่ง เขาก็ต้องมีผ้าที่ผลิตเผื่อเสียอยู่แล้ว โดยจะดีลกับเขาไว้ก่อนเลยว่า ถ้าคุณมีผ้าที่ผลิตมาแล้วเหลือ เราขอซื้อต่อ แต่อย่างที่บอกก็คือ ตอนนี้เราเลิกกรอบตัวเองแล้ว ถ้าเราทำกระเป๋าแล้วใช้ผ้ามือสองหรือผ้า dead stock 100% เลยก็จะยาก ยิ่งด้วยสินค้าเราเป็นงานดีไซน์ ถ้ามัวแต่ไปกรอบว่าเอาผ้า dead stock อย่างเดียว หน้าตาอาจจะไม่ได้ออกมาโดนใจลูกค้าถึงที่สุด เพราะฉะนั้นเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย ไม่เป็นไร เราใช้แค่บางส่วนพอ แล้วเราก็จริงใจกับลูกค้าไปเลย ด้วยการติดแท็กไว้บนกระเป๋าว่าใบนี้ใช้ผ้ารีไซเคิลกี่เปอร์เซ็นต์

     อย่างกระเป๋าที่เราออกมา 3 รุ่น จะมีการใช้ผ้า dead stock เป็นผ้าซับใน ถ้าใครซื้อไปแล้วสังเกตของเพื่อนจะเห็นว่าผ้าซับในจะไม่เหมือนกันเลย แล้วถ้าซื้อทางออนไลน์ เราจะมีการ์ดเล็กๆ ที่เขียนชื่อลูกค้าเองกับมือแนบติดไปทุกใบด้วย เพื่อแสดงความจริงใจและคำขอบคุณ คนซื้อเขาก็รู้สึกว่าเขาได้อะไรที่มากไปกว่าของชิ้นหนึ่งกลับไปด้วย

 

ความจริง (อีกด้าน) ของอุตสาหกรรมแฟชั่น

     การออกแบบสินค้าของเราจะไม่ยึดติดกับแฟชั่นจนมากเกินไป โดยพยายามดีไซน์ออกมาให้ดูเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ได้ตลอดกาล ใช้ได้ทุกวัน หมวกก็เป็นหมวกทรงเบสบอล ถุงผ้าก็เป็นถุงผ้าทรงสี่เหลี่ยม ไม่ได้อยากจะคิดค้นทรงอะไรที่แปลกประหลาดหลุดโลก เพราะจริงๆ แล้วเสื้อผ้ามือสองถือเป็นขยะที่สร้างมลพิษให้กับโลกเป็นอันดับสองเลยนะ รองจากพลาสติก เราไม่อยากทำให้สินค้าเราเป็นแบบแบรนด์ Fast Fashion ที่แค่ใส่ปีเดียวก็เบื่อแล้วโยนทิ้ง เราอยากทำออกมาให้ใช้ง่าย อยู่กับลูกค้าได้นานๆ

     ทุกวันนี้แบรนด์ Fast Fashion มีเยอะมาก ไม่ใช่แค่ในห้างสรรพสินค้า แต่ยังรวมถึงแบรนด์ออนไลน์และร้านในตลาดนัดที่รับของจากจีนมาขายในราคาถูก คือเรารู้สึกว่าของพวกนั้นหน้าตาสวยก็จริง ราคาถูกด้วย แต่หากมองกันในเรื่องของคุณภาพของผ้า คุณภาพการตัดเย็บ ก็ใช้ได้ประมาณหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องทิ้ง เพราะจุดประสงค์ของผู้ผลิตคือเขาต้องการให้สินค้าของเขาหมุนไปไว ให้คนซื้อใหม่ตลอดเวลา ซึ่งเราก็เคยตั้งคำถามนะว่า แล้วแรงงานที่ทำให้เขาล่ะ คุณภาพชีวิตเขาโอเคหรอ อย่างข่าวที่ตึกโรงงานเย็บผ้าในบังกลาเทศถล่ม น่าเศร้ามากนะ เหมือนทุกคนแค่มีหน้าที่ทำงานงกๆ เพื่อทำเสื้อผ้าราคาไม่กี่บาท แน่นอนว่าของราคาถูกตอบโจทย์คนซื้อ แต่คำถามคือ มันตอบโจทย์มิติอื่นๆ ด้วยหรือเปล่า เช่น สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของแรงงาน หรืออะไรก็แล้วแต่

     อย่างแบรนด์เรา ราคาอาจจะสูงกว่าแบรนด์หมวกหรือกระเป๋าผ้าทั่วไป แต่เราก็พยายามควบคุมไม่ให้ราคาแพงจนเกินไป เพราะแม้ว่ากระบวนการผลิตจะยากและซับซ้อน แต่เราก็คิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของลูกค้าที่ต้องมาแบกรับความรับผิดชอบตรงนั้น คือถ้าเราผลิตแพง แล้วไปเก็บลูกค้าแพง มันก็ไม่แฟร์กับเขาเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราเลยรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำ อันดับหนึ่งจึงต้องเป็นการตอบโจทย์ผู้บริโภค แต่หลังจากนั้นเราก็ต้องมองมิติอื่นๆ ด้วย ว่าสุดท้ายสิ่งที่ทำยั่งยืนจริงไหม

 

Madmatter

 

3 ปีแล้วก็ยัง mad อยู่

     ตอนนี้เราทำ Madmatter มาได้สามปีกว่าแล้ว ถามว่าคนทำยัง mad อยู่ไหม คงตอบได้ว่า ยัง mad อยู่ (หัวเราะ) แต่มันเป็น mad ที่โตขึ้น เหมือนเราเข้าใจความเป็นจริงของโลก ตลาด และชีวิตมากขึ้น คนทำโตขึ้น แบรนด์ก็โตขึ้นไปโดยอัตโนมัติ

     อาจจะพูดได้ว่าที่ผ่านมาเราอยู่ในโลกแห่งอุดมคติมากไป ทุกอย่างต้อง eco ต้องมือสอง แต่ตอนนี้ถ้าเราอยากเอาหนังมาปนกับผ้า เราจะไม่ปิดกั้นตัวเองนะ เพราะเราเชื่อในเรื่องของ sustainable ไง สุดท้ายแล้ว ถ้าอะไหล่ตรงนี้มันต้องเป็นหนังเพื่อความแข็งแรง ลูกค้าซื้อไปเเล้วเขาใช้ได้นานขึ้น เราก็จะใช้ เพราะถ้ามัวแต่ยึดติดว่าต้องเป็นเสื้อผ้ามือสอง แต่เขาใช้ไป 5-6 เดือนดันขาด เขาก็ต้องโยนทิ้งอีก มันยั่งยืนตรงไหน โลกในอุดมคติของเราตอนนั้นใช้ไม่ได้เลย พอเราข้ามความจริงตรงนี้มาได้ จะทำให้เราเห็นประตูบานใหม่ๆ เยอะแยะเต็มไปหมด แล้วเราก็จริงใจกับลูกค้าทุกอย่าง ใช้ผ้ารีไซเคิลเท่าไหร่ก็บอกเขาไปตรงๆ

 

Future Matters

     ในอนาคตเราอยากส่งออกให้มากกว่านี้ อยากจะเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์หนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ อย่างตอนนี้ก็มีสินค้าของเราตั้งอยู่ในร้านในฮ่องกงและสิงคโปร์แล้ว ต่อจากนี้ก็อยากให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เราไม่เห็นด้วยกับแนวคิดว่าทำแบรนด์ sustainable จะต้องเป็นแบรนด์เล็กๆ เท่านั้นนะ ทำไมล่ะ เราเป็นแบรนด์ยั่งยืนที่รวยไม่ได้เหรอ (หัวเราะ) อาจจะดูเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นเท่านั้นเอง เพราะเราต้องเติบโตไปพร้อมๆ กับการใส่ใจความยั่งยืนในมิติอื่นๆ ด้วย เลยอาจจะโตช้ากว่าคนอื่นก็ได้ ไม่เป็นไร แต่ถ้ายั่งยืนกว่า เรายินดีนะ

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พัทธมน วงษ์รัตนะ

ผู้หญิงสายชิลที่พาตัวเองมาทรมานในประเทศเจ้าระเบียบอย่างเยอรมนี