Mitsubishi Elevator | ความสำเร็จของลิฟต์และบันไดเลื่อน สิ่งประดิษฐ์ที่พาเราขึ้นสู่จุดที่ใจต้องการ

ในฐานะคนเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาคารสูงตลอดเวลา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าลิฟต์และบันไดเลื่อนกลายเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญในชีวิตประจำวันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในสถานีรถขนส่งสาธารณะ สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า รวมถึงในคอนโดมิเนียมและที่พักอาศัยต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบันลิฟต์ยังเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในบ้านเดี่ยว 2 ชั้นมากขึ้น ด้วยการเข้ามาของสังคมผู้สูงอายุ และราคาที่จับต้องได้มากขึ้น

     เราจึงขอพาคุณไปล้วงลึกความสำเร็จของธุรกิจลิฟต์และบันไดเลื่อน ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของ สันติพงษ์ บูรณกฤตยากรณ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด และ นเรศ บุญนำสุข ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายซ่อมบำรุง บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด ผู้นำตลาดอันดับหนึ่งด้านลิฟต์และบันไดเลื่อนในประเทศไทยมากว่า 40 ปี

mitsubishi elevator

 

ภาพรวมและเทรนด์ของธุรกิจลิฟต์และบันไดเลื่อนในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

     สันติพงษ์: เนื่องจากการขยายตัวของเมือง ทำให้มีจำนวนสถานีรถไฟฟ้า คอนโดมิเนียมและอาคารที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะสังคมในกรุงเทพฯ ที่เหล่าดีเวลอปเปอร์พยายามสร้างตึกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ลิฟต์จึงกลายมาเป็นปัจจัยหลักในการเคลื่อนที่คนและขนย้ายของในอาคาร นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้เริ่มมีความต้องการลิฟต์บ้านมากขึ้น จะเห็นได้ว่าขณะนี้แม้แต่บ้าน 2 ชั้นบางหลังก็มีลิฟต์ในบ้าน เพื่อรองรับการใช้งานของผู้สูงอายุ ส่วนราคาของลิฟต์ก็เริ่มจับต้องได้มากขึ้นเช่นกัน

 

เราเห็นลิฟต์และบันไดเลื่อนในอาคารใหญ่ๆ มานาน แต่จริงๆ แล้วลิฟต์เริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างไร

     นเรศ: สังคมไทยมักจะอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ โดยเฉพาะคนที่มีฐานะ ลูกๆ หลานๆ ก็จะอยู่ด้วยกันกับผู้สูงอายุ ซึ่งพอญาติผู้ใหญ่แก่ตัวก็มักประสบปัญหาเวลาขึ้นลงบันได ทำให้สุดท้ายก็อาจต้องนอนชั้นล่างอย่างเดียว แต่ในปัจจุบัน ราคาของลิฟต์บ้านเริ่มจับต้องได้มากขึ้น ถ้าสำหรับบ้าน 2 ชั้นก็จะมีราคาเพียงล้านต้นๆ มีอายุการใช้งานกว่า 25 ปี และใช้ไฟ 220 โวลต์ ซึ่งเป็นไฟบ้านปกติ แถมยังมีพื้นที่เพียงพอที่จะใส่รถเข็นเข้าไปได้ ตรงนี้จึงตอบโจทย์มากๆ สำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุ หรือแม้แต่วัยรุ่นวัยทำงานที่ประสบอุบัติเหตุก็สามารถใช้ลิฟต์บ้านเพื่อขึ้นไปชั้นสองและใช้ชีวิตตามปกติได้

     สันติพงษ์: อย่างในญี่ปุ่น ลิฟต์บ้านเป็นสิ่งที่เห็นได้ตามปกติอยู่แล้ว แต่สำหรับประเทศไทย เราเริ่มมองว่าตลาดลิฟต์บ้านมีศักยภาพและเริ่มเจาะเมื่อราวๆ 5-6 ปีที่แล้ว เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ที่เพิ่งขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มเจาะจากตลาดบนก่อน เน้นบ้านที่ราคา 70 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเราก็ได้เข้าไปในหลายๆ โครงการ และได้รับการยอมรับ ทั้งเรื่องของความปลอดภัยและคุณภาพ จากนั้นก็ลดลงมาเรื่อยๆ จนอยู่ที่หลังละ 20 ล้าน ผมเชื่อว่าต่อไปอีกไม่นานลิฟต์ในบ้านจะกลายเป็นเรื่องปกติ

 

ปัจจัยที่มีความสำคัญในการทำธุรกิจลิฟต์และบันไดเลื่อนคืออะไรบ้าง

     สันติพงษ์: ความปลอดภัย และคุณภาพ ลิฟต์ทุกตัวของเราต้องมีอายุการใช้งานอย่างน้อย 25 ปี การที่เราติดลิฟต์ 1 ตัว มันไม่เหมือนการซื้อรถยนต์ที่ถ้าเราซื้อมาแล้วไม่ชอบก็ขายทิ้งแล้วซื้อคันใหม่ เพราะลิฟต์เป็นผลิตภัณฑ์สั่งผลิต หรือ made to order ถ้าเราสั่งลิฟต์สักตัว จะต้องใช้เวลา 4 เดือนในการรอ หากติดตั้งแล้วไปรื้อถอนช่องลิฟต์ก็เป็นการรบกวนคนที่อยู่อาศัย และหลายครั้งคนที่ใช้ลิฟต์นั้นไม่ใช่คนที่ซื้อลิฟต์ แต่มันเป็นเรื่องของสาธารณะมากกว่า เราจึงคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก พอมีความปลอดภัยแล้วคุณภาพก็จะตามมา แม้แต่ช่างที่ติดตั้ง เขาก็ต้องรู้สึกว่างานที่ทำอยู่มันปลอดภัย ทำให้เขามีสมาธิและทุ่มเททำงานได้อย่างราบรื่น จากนั้นคุณภาพก็จะเกิดเอง

     นเรศ: นอกจากนี้ ผมอยากจะเสริมเรื่องความคุ้มค่า การซื้อลิฟต์ตัวหนึ่งซึ่งมีอายุการใช้งานถึง 25 ปี มันไม่ต่างอะไรกับการแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง แน่นอนว่าคุณต้องจ่ายแพงกว่าเมื่อซื้อลิฟต์มิตซูบิชิ แต่ผมเชื่อว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การติดตั้ง และการบริการหลังการขายของเราคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปแน่ๆ

 

mitsubishi elevator

 

ยอดขายและการเติบโตของธุรกิจลิฟต์และบันไดเลื่อนในปัจจุบันเป็นอย่างไร

     สันติพงษ์: ตลาดทั้งหมดน่าจะเติบโตอยู่ที่ 5-7% ผมคิดว่าที่ขยับค่อนข้างเยอะส่วนหนึ่งมาจากงาน Mega Project หรือ Infrastructure เช่น สนามบินที่ปรับปรุงใหม่ สถานีรถไฟฟ้าที่ขยายออกนอกเมือง ทำให้เหล่าดีเวลอปเปอร์เข้าซื้อที่เพื่อสร้างคอนโด ซึ่งตอนนี้ตลาดคอนโดและที่พักอาศัยก็นับว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเรา รวมถึงการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ก็มีผลในการขยายตัวของเมืองในต่างจังหวัดเช่นกัน ปัจจุบัน ความต้องการลิฟต์ของทั้งตลาดอยู่ที่ราว 5,500 ตัวต่อปี โดยทุกๆ ปีมิตซูบิชิจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 1,500 ตัว อย่างปีที่แล้วเราขายได้ 1,600 กว่าตัว เพราะฉะนั้น ของเราจะครองตลาดอยู่ประมาณ 30%

 

การเติบโตของธุรกิจและบันไดเลื่อนส่งผลต่อธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นคู่ค้าและลูกค้าอย่างไรบ้าง

     สันติพงษ์: จุดแข็งของบริษัทเราคือการวางแผนตั้งแต่ต้นน้ำไปปลายน้ำ เราต้องสำรวจความต้องการของตลาด ฝึกซ้อมช่างให้มีคุณภาพ จากนั้นก็ต้องดูแลลิฟต์ตัวนี้ต่อไปอีก 20 กว่าปี เพราะฉะนั้น เราไม่เคยมีปัญหาเรื่องกำลังคนไม่พอ หรือสินค้าไม่มีคุณภาพ คนที่เป็นคู่ค้าและคู่ค้าเราก็กลับมาอีกเรื่อยๆ

นเรศ: อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของภาพลักษณ์ ถ้าเห็นลิฟต์มิตซูบิชิ คนใช้งานจะรู้สึกว่ามันพรีเมียม อาคารเขาก็ได้เกรดที่ดีขึ้น เช่น แสนสิริ เป็นต้น

 

การทำธุรกิจย่อมมีคู่แข่งเป็นธรรมดา ในฐานะบริษัทลิฟต์ที่ครองมาร์เกตแชร์อันดับ 1 ในประเทศไทย คุณคำนึงถึงการแข่งขันมากขนาดไหน

     สันติพงษ์: การเป็นที่หนึ่งที่ว่ายากแล้ว การรักษาอันดับหนึ่งมันยากกว่า เพราะตอนนี้ที่เราเจอคือ สงครามราคาในตลาดมันค่อนข้างดุเดือด ซึ่งตามนโยบายแล้ว เราคงไม่ได้ลงไปเล่นแบบนั้น เราเล่นราคาไม่ได้ ถ้าขายขาดทุน บริษัทก็อยู่ไม่รอด องค์กรก็พัง หรือถ้าเราจะพยายามลดต้นทุนด้วยการหาวัสดุอื่นๆ ที่ถูกลงมา มันก็ไม่ได้คุณภาพ ลูกค้าคงไม่พอใจ เราจึงมองว่า มิตซูบิชิไม่จำเป็นต้องไปเล่นแบบนั้น เราขอยึดมั่นนโยบายเดิมที่รักษาความปลอดภัยและคุณภาพดีกว่า บวกกับพยายามสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจจริงๆ ว่า สิ่งที่เขาได้ในระยะยาวคืออะไร ดีเวลอปเปอร์ที่มาซื้อซ้ำกับเราหลายๆ ครั้งก็เข้าใจข้อนี้ดี เขาซื้อเสร็จแล้วมันจบเลย จากนั้นเราจะช่วยดูแลต่อไปอีก 25 ปี

     นเรศ: ส่วนงานบริการ เรามองว่าเราไม่ได้แข่งขันกับใครมากเท่าแข่งกับตัวเอง พยายามวางแผนว่าทำอย่างไรให้เกินความคาดหวังของลูกค้า ไม่ใช่แค่ตามความคาดหวัง เราจึงนำเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วย ทั้ง GPS Tracking และสร้าง Training Centre เพื่อฝึกซ้อมช่างให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ซึ่งนับว่าเป็นเจ้าแรกของตลาดที่ทำแบบนี้

 

mitsubishi elevator

mitsubishi elevator

 

การเลือกใช้บริการซ่อมบำรุงกับผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายโดยตรง แตกต่างกับการใช้บริการจากบริษัททั่วไปหรือ Third Party อย่างไร

     สันติพงษ์: ข้อแรกเลยคือช่างของมิตซูบิชิ ดีทุกคน (หัวเราะ)

     นเรศ: อย่างที่ผมบอกคือ การซื้อลิฟต์ตัวหนึ่งมันเหมือนกับการแต่งงานกับผู้หญิงสักคนที่จะอยู่กับเราไป 25 ปี เพราะฉะนั้น ถ้าให้ใครมาดูแลให้มันก็แปลกๆ มันดีกว่าอยู่แล้วถ้าช่างของเราที่เข้าใจรายละเอียดของลิฟต์มิตซูบิชิมากที่สุดจะเป็นคนดูแล อีกอย่างคือคนส่วนใหญ่มักมองว่าลิฟต์เป็นเรื่องของกลไก แต่ในความเป็นจริงแล้ว มากกว่า 50% เป็นเรื่องของสมองกลอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น หากไม่เข้าใจระบบการทำงานของลิฟต์โดยถ่องแท้แล้วก็จะไม่สามารถซ่อมบำรุงอย่างถูกต้องและปลอดภัยได้

 

วางแผนในอนาคตว่าจะทำให้องค์กรยืนหยัดเป็นผู้นำลิฟต์และบันไดเลื่อนในประเทศอย่างต่อเนื่องอย่างไร

     สันติพงษ์: นอกจากนโยบายเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพแล้ว เราพยายามผลักดันให้เกิดกฎหมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของลิฟต์และบันไดเลื่อน ซึ่งเราไม่ได้มองแค่ลิฟต์ของเรา แต่เป็นลิฟต์ของทั้งประเทศ ซึ่งมีมากกว่า 50,000 ตัว เป็นของมิตซูบิชิเกือบๆ 20,000 ตัว ส่วนที่เหลือนั้นเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันมีความปลอดภัยพอไหม แล้วถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุขึ้นมามันจะกลายเป็นวัวหายล้อมคอกหรือเปล่า เพราะจริงๆ แล้วในประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เขาก็มีกฎหมายบังคับให้ซื้อสัญญาบริการเลย คนมาซ่อมก็ต้องมีใบประกาศเฉพาะด้าน แต่ในประเทศไทยก็ยังดีที่ลิฟต์ 90% ที่ติดตั้งอยู่ยังเป็น Global Brand ที่เหลือก็มีทั้งโลคอล ของก๊อบ หรือสั่งมาประกอบเอง ซึ่งจริงๆ แล้วอันตรายมาก

     นเรศ: ในส่วนของการบริการ คือเราตั้งใจขยายศูนย์บริการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ฝึกอบรมและพัฒนาทีมช่างบริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้ดียิ่งขึ้น อย่างตอนนี้เรามีทั้งหมด 28 ศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในธุรกิจนี้ของไทย แต่ต่อไปถ้าขายที่ไหนได้แล้วยอดถึง เราก็ปักหมุดตั้งศูนย์เลย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราอยู่ใกล้เขามากที่สุด

 

ถ้าเปรียบบริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด เป็นลิฟต์ตัวหนึ่ง คาดหวังว่าลิฟต์ตัวนี้จะไปได้สูงขนาดไหน

     สันติพงษ์: สายตาของผมสั้นเกินไป ผมไม่สามารถมองเห็นได้ว่ามิตซูบิชิไปได้ไกลขนาดไหน มันไกลสุดสายตาผมเลย (หัวเราะ) เรามองว่าสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตอนนี้แม้แต่ตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยอย่างคิง เพาเวอร์ มหานคร(ชื่อเดิม มหานคร) เขาก็ใช้ลิฟต์มิตซูบิชิ เพราะเราทำตลาดโดยไม่ได้มุ่งหวังกำไรอย่างเดียว แต่เราคำนึงถึงด้วยว่าลูกค้าทุกคนต้องได้ใช้ลิฟต์อย่างปลอดภัยอย่างแท้จริง

 

mitsubishi elevator

 


6 Keys Success Factors 

1. ทีมงานช่างและวิศวกร ที่มีความรู้และความชำนาญในงานบริการ

2. ศูนย์ฝึกอบรมการขนส่งแนวดิ่งที่ครบครันที่สุดในเอเชียอาคเนย์

3. ศูนย์บริการที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั่วประเทศไทย

4. ศูนย์รับแจ้งเหตุ (Call Center) 24 ชั่วโมง พร้อมระบบ GPS Tracking

5. สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ (มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท) ที่พร้อมรองรับกับลิฟต์ทุกรุ่น

6. การใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เช่น GPS Tracking และ Remote Monitoring ที่กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการทดสอบระบบ ให้สามารถส่งผ่านข้อมูลลิฟต์ที่แจ้งเสียล่วงหน้าได้

Share Post
Like 1 View 767

Author

a day BULLETIN Team

Where the Conversations Begin: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่