ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี | คุณอย่าปลอม จงทำงานศิลปะที่คุณเชื่อและศรัทธา

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี (เคย) วาดรูปไม่เก่ง—ไม่เก่ง ในความหมายที่หากเทียบกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์รุ่นราวคราวเดียวกัน ก็ต้องบอกว่าเขาแทบจะเป็นเด็กหลังห้อง จะไม่ให้เป็นเด็กหลังห้องได้อย่างไร ในเมื่อเขาจบมาจากสายสามัญ ขณะเพื่อนๆ ตุนทักษะในสายวิชาชีพจากวิทยาลัยทางศิลปะมานานกว่า 3 ปี ขนาดวิชาธีสิสที่ทุกคนควรได้ A เขาก็กลับได้แค่ B แถมวิชาดรอว์อิงซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานที่สุดของนักเรียนศิลปะ เขาก็ทำได้ไม่ค่อยดีนัก

     แล้ว ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี มาเป็นจิตรกรอันดับต้นของประเทศ ผู้มีผลงานการวาดรูปคนอย่างโดดเด่นได้อย่างไร? หากจะใช้คำของเขาโดยสรุปให้สั้น เข้าใจง่าย มันก็คงเป็นเรื่องของ ‘โชคชะตา’

“ทุกครั้งผมจะบอกว่าเป็นเรื่องของดวง คือถ้าคุณจะเป็นศิลปิน หนียังไง คุณก็จะเป็นศิลปินอยู่วันยังค่ำ เป็นเรื่องของดวง แค่นั้นเอง สมัยมัธยม ผมเรียนโรงเรียนบดินทร์เดชา เรียนสายวิทย์ด้วยซ้ำ แล้วผมก็มาเข้าคณะจิตรกรรมฯ ซึ่งยุคก่อนสำหรับเด็กสายสามัญนี่ยากมากนะ”

และนี่คือเรื่องราวของศิลปะที่เกี่ยวพันกับเรื่องโชคชะตา ชีวิต ความซื่อสัตย์ ผ่านเส้นทางการเป็นศิลปินของเขาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ ที่ศักดิ์วุฒิบอกว่า “ศิลปะจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนคนก็พูดไปเถอะ แต่ว่าชีวิตน่ะมันสำคัญกว่า”

 

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

 

รูปวาดที่ 1: “ความไม่เรียบของศิลปะและชีวิต”

     “มันแพ้เงิน แพ้อำนาจกันหมดแหละครับ จะไปพูดว่าศิลปะยิ่งใหญ่ ศิลปินก็แค่อาชีพหนึ่งน่ะ แต่พูดแบบนั้นมันเท่ไง โห ศิลปะที่ไหนจะไปทำให้โลกเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนั้นวะ บางคนต่อต้านระบบนู่นนั่นนี่ฉิบหาย สุดท้ายก็ขายให้นายทุน มันน่าขำไหมล่ะ โดยเฉพาะงานต่อต้านทุกอย่างในโลกน่ะ กลับอยู่ในบ้านเศรษฐีทั้งนั้น แล้วมันเพื่ออะไร ศิลปะจะช่วยโลกอย่างไร

     “สมัยเรียนเราก็เป็นเด็กหัวก้าวหน้า ขบถ เราไม่อยากเป็นเหมือนใคร อยากเป็นกลุ่มของเรา อย่างผมเรียนคณะจิตรกรรมฯ ตอนนั้นรุ่นพี่เป็นฮิปปี้กันหมดเลย ก็มีแค่กลุ่มพวกเรา มีผมกับ จิตต์สิงห์ สมบุญ ที่เป็นอีกแบบหนึ่ง เราแต่งตัวสะอาด ก็โดนเขาด่ากัน ไอ้พวกนี้แต่งตัวบูติก ไม่ชอบพวกมึงเลย ซึ่งแม้ว่าผมจะแอนตี้เรื่องรูปแบบ ขณะเดียวกันขนบธรรมเนียมเราก็เคารพในแบบของเรา

     “ส่วนในแง่การทำงาน อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้เรียนสายศิลปะมา คือคนทั่วไปเวลาเขียนรูปก็จะชอบเขียนรูปคน เราเขียนการ์ตูนล้อเพื่อนล้อครูตั้งแต่เด็กๆ คือเขียนรูปจริงๆ ไม่เป็น พอเข้ามาเรียนศิลปะเราก็ใช้ความชอบในเขียนรูปคนมาพัฒนา เริ่มจากเขียนรูปคน เรียนไปเรียนมา ผมก็คิดว่าการเขียนรูปคนมันท้าทายต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะมันจับผิดง่าย เหมือนไม่เหมือนมันเห็นเลย เพราะฉะนั้น การเขียนรูปคน ถ้าใครเขียนเก่งๆ ก็จะได้รับการยอมรับในหมู่การเรียนศิลปะ เราก็อยากเป็นอย่างนั้นว่า โอ้โฮ มึงนี่ยอดฝีมือ เราอยากได้ความรู้สึกแบบนั้นสักครั้งหนึ่ง”

 

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

 

     “อย่างรูปนี้ เป็นรูปที่ผมได้ A ครั้งแรกในชีวิตเลย แล้วผมเก็บไว้ ไม่ขาย เพราะผมไม่เคยเขียนรูปได้ A เลย ตอนมาจากมัธยมใหม่ๆ ได้แต่ C B ผมเขียนรูปนี้ เป็นรูปตัวเอง (self-portrait) เขียนจากกระจก พอได้ A มันก็ตื่นเต้นมากว่า เฮ้ย กูได้ A แล้วเว้ย แล้วพอเขียนชิ้นที่สองก็ได้ A อีก พอได้อันนี้ เรียนต่อไปก็เข้าสู่ธีสิส ก็เลยเริ่มเขียนรูปคนอย่างจริงจังขึ้น

     “สำหรับผม ศิลปะคือการทำในสิ่งที่อยากทำ ผมเป็นคนรุ่นเก่า คือคิดแบบโบราณว่า งานศิลปะต้องมีความงามในความคิดและทักษะฝีมือ ขณะที่ศิลปะสมัยใหม่มันไปไกลเยอะแล้ว ทั้งเรื่องความคิด ไอเดียอะไรต่างๆ แต่สำหรับผม ผมยังติดอยู่ในเรื่องของความงามแบบโบราณ และยุคนี้สำหรับผม อาจจะบวกเรื่องความซื่อสัตย์ในตัวเองด้วย คือเวลาทำงานเราต้องชอบมันนะครับ ทำแบบไม่ฝืนทำ ไม่ใช่ทำเพื่อคนอื่น แต่ทำเพื่อตัวเอง ซึ่งเราห้ามความคิดของคนอื่นไม่ได้ รูปชิ้นหนึ่งคนชอบ 10 คน ไม่ชอบ 5 คน มันอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ เพราะความชอบไม่ชอบเป็นเรื่องประสบการณ์ของแต่ละคน คืองานศิลปะเนี่ยเลือกคนดู ถ้าคุณไม่ชอบงานศักดิ์วุฒิ คุณเดินผ่านเลย คือทั้งหยาบ ทั้งอีโรติก อะไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าคนที่ชอบ เขาจะคิดว่า โอ้โฮ มันสุด นี่คือความหมายของการที่ศิลปะเลือกคนดู”

 

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

 

รูปวาดที่ 2: “เผยตัวและคลี่คลาย กลับสู่พื้นฐาน และความอยู่รอดของศิลปิน”

     “สมัยก่อนเราคิดว่าเป็นศิลปินมันไม่รอดหรอก ผมสอบหนีจากคณะจิตรกรรมฯ ด้วยซ้ำ ใช้คำว่าทนเรียน ฝีมือไม่เท่าเขา เพราะคิดว่ามันไม่รอด ผมเคยคุยกับเพื่อนว่า กูถามมึงหน่อยเถอะเด็กจิตรกรรมฯ ตั้งแต่ยุคอาจารย์ศิลป์จนถึงรุ่นเราเนี่ย เป็นศิลปินกันกี่คน คิดกันแทบตาย ไม่ถึงสิบคน หมายถึงศิลปินที่อยู่ได้ด้วยศิลปะมันน้อยมาก ก็คิดว่าเราตายแน่ แถมเราก็ไม่ได้เก่งเหมือนครูบาอาจารย์ ตอนนั้นเลยคิดว่าจบไป เราไปทำงานโฆษณาดีกว่า ไม่ได้อยากเป็นศิลปิน เพราะความจริงคือการจะเป็นศิลปินและมีชีวิตอยู่ในสังคมมันไม่รอด อย่างผมเขียนรูปด้วยความอดยากมาครึ่งชีวิต ถ้าอีกครึ่งหลังมันไม่ประสบความสำเร็จผมจะอยู่อย่างไร ถ้าผมเกิดทะลึ่งมีครอบครัว มีลูกมาอีก ทีนี้ก็เครียดเลย ถึงได้บอกว่ามันเป็นเรื่องดวง

     “แต่เอาจริงๆ งานมันพูดแทนเรานะ ไม่ว่าศิลปินจะพูดอย่างไร ถ้างานมันห่วยก็ลำบากน่ะ อย่างรูปนี้ มันเป็นช่วงหลังที่โดนวิจารณ์หนักๆ ว่าการวาดรูปคนมันดูไม่มีอะไร ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ พอโดนวิจารณ์มากเข้า ผมก็มาเลยมาเขียนดินสอบนกระดาษเลย กวนตีนแม่งเลย กลับมาดรอว์อิงคนบนกระดาษ เขียนโดยการฝนดินสอง่ายๆ ไม่มีไอเดียอะไรทั้งนั้น ฝืนคำวิจารณ์ กลับมาเดินใหม่ แต่ทีนี้พอกลับมาเดินใหม่เราได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างว่า แต่ก่อนเรายังเดินไม่ค่อยมั่นคง การกลับมาเขียนดรอว์อิงจากพื้นฐาน แล้วหลังจากนั้นกลับไปเพนต์ เรารู้สึกว่าทักษะเราแน่นขึ้นเยอะเลย”

 

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

 

     “แต่เอาเข้าจริงการวัดคุณค่าจากศิลปินส่วนใหญ่มันเป็นอคติ ศิลปินเลยทะเลาะกันไงครับ เพราะต่างคนต่างเก่ง คุณเก่ง ผมเก่ง กูเก่งกว่ามึง มึงเก่งกว่ากู คือมันมีอยู่ในใจ และบางทีมันก็เป็นเรื่องพวกพ้องน่ะ สิ่งเหล่านี้มันเลยทำให้เราติดอยู่ในวังวนของอีโก้”

 

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

 

รูปวาดที่ 3: “ความจริงของสุนทรียะที่เกินจริง”

     “การเขียนรูปเป็นทั้งโรคและการเยียวยา มันมาพร้อมกัน พอเราเขียนรูปคน การคาดหวังให้มันดี มันเป็นโรค มันเป็นความทุกข์ เราจะเขียนอย่างไรให้มันออกมาดีและดีขึ้น แต่การเยียวยาคือเวลาเราทำเรามีสมาธิ เรามีความสุขกับการได้ทำงาน ยิ่งงานประสบความสำเร็จอย่างที่เราต้องการ มันโคตรมีความสุขเลย ผมอยู่กับการเขียนรูปได้ทั้งวันด้วยการชงกาแฟ นั่งดื่ม เปิดเพลงนั่งฟัง ดูรูปที่เราเขียนนิ่งๆ เป็นวันๆ ก็ยังได้”

 

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

 

     “อย่างตอนที่ทำงานดรอว์อิงชุดนั้น เราก็เลยกลับไปดูงานโบราณว่างานเขียนแบบนี้มันเป็นยังไง บางทีเราเห็นงานของฝรั่ง ทำไมมันง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่มันสวยเหลือเกิน ซึ่งอารมณ์ที่ปรากฏออกมาในภาพเป็นของศิลปิน เพราะตัวจริงของแบบไม่ได้เป็นแบบนี้ เขาไม่ได้แต่งตัวแบบนี้ เดินอยู่บนถนนไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่เราสร้างเขาขึ้นมา เป็นผู้หญิงในแบบของเรา คุณอ้วนผมก็ตัดออกหน่อย คุณนมเล็กผมก็เพิ่มนมให้ งานศิลปะไม่ใช่การก๊อบปี้แบบ แต่เป็นการสร้างต่อจากแบบ ตัวแบบเป็นแค่แรงบันดาลใจ แต่ดูแล้วมันเป็นคุณนะ แต่มันไม่ใช่น่ะ มันสมบูรณ์ มันสวยกว่าตัวจริง ขายาวกว่า ทุกอย่างสมบูรณ์กว่า มันเป็นการสร้างต่อจากแรงบันดาลใจ ถึงคนจะบอกว่างานศักดิ์วุฒิใครก็เขียนได้ เขียนแค่คนเหมือน แต่ทำไมคุณดูแล้วเป็นงานศักดิ์วุฒิล่ะ แสดงว่ามันไม่เหมือนไง”

 

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

 

รูปวาดที่ 4: “ลมหายใจและชีวิตที่มากกว่า 2 มิติ”

     “แหม บางครั้งเราเรียนในชั้นเรียน เพื่อนลุกขึ้นมาทำงาน บางทีมันไม่ได้คิดอะไรหรอก ก็รู้อยู่ว่ามันเป็นสูตรน่ะ คุณจะทำอะไรล่ะ ก็แปะๆ ปะๆ ไป แล้วโกหกคำพูดกันไป กลางคืนนั่งทำอยู่ด้วยกัน ตื่นเช้าไปส่งอาจารย์ ก็พูดเป็นตุเป็นตะ เราก็ขำว่ามึงคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ มันก็เป็นแค่การเรียนน่ะ ผมเคยโทร.ไปหา อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต บอกว่าผมกลุ้มมากเลยอาจารย์ โดนแต่คนด่าว่างานผมไม่มีอะไร เป็นแค่รูปคน มันเป็นภาพประกอบหรือเปล่า อาจารย์บอก อย่าไปสนใจ ก้มหน้าก้มตาทำงานไป อาจารย์โดนมามากกว่านั้นอีก ขนาดอาจารย์ยังโดนด่า แล้วเราจะไปสนใจทำไม คือเราชอบเขียนคนไง ทำไมเราต้องเปลี่ยนไปทำ installation จัดวาง ไปทำอะไรที่เป็นเรื่องของความคิด มันเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งกันว่า ศิลปินควรทำให้คนชอบหรือควรทำในสิ่งที่เราชื่นชม สุดท้ายผมไม่สนใจเลย ผมทำอย่างที่ตัวเองชอบและอยากทำ งานผมไม่มีอะไรเลย มีแต่เรื่องฝีมือ ความงาม และอารมณ์ของผม มันไม่ได้สะท้อนสังคม ไม่ได้ช่วยเหลือชาติ มันไม่มีอะไรเลย ที่ผมอยากพูดก็คือความซื่อสัตย์ ถ้าเกิดทุกคนลุกขึ้นมาเขียนแบบศักดิ์วุฒิเหมือนเป๊ะ มันก็ไม่พิเศษแล้ว ผมเชื่อว่าศิลปะเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล คนอื่นต้องทำไม่ได้ ถ้าคนอื่นทำได้ มันก็คืองานช่าง”

 

 

     “อย่างงานปั้น เริ่มจากที่ผมอยากปั้นรูปในหลวง รัชกาลที่ 9 คือผมปั้นไม่เป็น ไม่เคยปั้นมาก่อนในชีวิต สมัยเรียนจิตรกรรมก็จ้างให้เพื่อนปั้นให้ เพราะว่ากูไม่ไหวแล้ว แล้วที่ศิลปากรเขาไม่สอน เพราะทุกคนจะเป็นมาก่อนจากช่างศิลป์ หรือวิทยาลัยศิลปะอื่นๆ หลังๆ พอเราอยากมาทำปั้นก็ให้เด็กมาช่วยทำ บอกเขาว่าทำแบบนี้แบบนั้น แต่พอเห็นแล้วมันไม่ใช่แบบที่เราอยากได้น่ะ ต้องลงไปทำเอง แล้วเราก็ทนคำวิจารณ์ไม่ได้ด้วยว่าเราจ้างคนอื่นทำ พอทำเอง เราเลยเห็นว่าอะไรผิดอะไรถูกในแบบของเรา พอคนมาดูเขาก็รู้ว่าเป็นงานเรา มันเป็นลายเซ็นของเรา คนเขารู้ว่านี่คือศักดิ์วุฒิ คือพอถึงจุดหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไร เช่น คุณเป็นช่างภาพ คุณแค่ถ่ายโต๊ะ มันก็เป็นคุณ เพราะอารมณ์มันมาจากคุณ

     “ศิลปะมันอยู่รวมในชีวิตจริงนะครับ มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน งานศิลปะเป็นอย่างไรตัวตนศิลปินก็ต้องเป็นอย่างนั้น คือคุณโกหกไม่ได้เลย คุณจะเที่ยวผู้หญิงทุกคืน แล้วมาทำงานศิลปะเกี่ยวกับการต่อต้านการทำร้ายผู้หญิงมันก็น่าขำนะ เรื่องที่โกหกสุดท้ายงานมันจะฟ้อง ศิลปินมีหน้าที่ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง นี่คือสิ่งสำคัญ อย่าง อ็องรี เดอ ตูลูซ-โลแทร็ก จิตรกรชาวฝรั่งเศส เขาอยู่ในซ่องเลย ทำงานเกี่ยวกับโสเภณี เพราะชีวิตเขาเป็นแบบนั้น คุณอย่าปลอม แต่ตอนหลังทุกสังคมกลายเป็นมีเงินมาเป็นตัวนำมาก แม้แต่มิตรภาพก็พังเพราะเรื่องเงิน”

 

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

 

รูปวาดที่ 5: “แรงบันดาลใจมาพร้อมความวุ่นวาย”

     “แรงบันดาลใจมักมาพร้อมกับความวุ่นวาย เราก็ควรต้องคุมมันดีๆ เช่น ผมเขียนรูปผู้หญิง ผมก็ไปหลงรักแบบ แล้วผมก็มีเรื่องกับแฟน นี่ผมพูดตรงมากเลยนะ เขาจะมาอ่านก็เรื่องของเขา (หัวเราะ) คือเวลาเราอินกับแบบเนี่ย มันจะมีความสุข เวลาเขาค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาในเฟรม ค่อยๆ เขียน มันสุขมาก จนเราเขียนจบ จนเราตายไป งานชิ้นนี้ก็ยังอยู่ ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นอมตะ งานอยู่ไปอีกร้อยปี

     “อีกเรื่องของแรงบันดาลใจก็คือ มันมักจะมาเมื่อเรากำลังจะอดตาย มองไปทางไหนก็จะมีแต่แรงบันดาลใจ มนุษย์ต้องเอาตัวรอด แรงบันดาลใจจะมาตลอดเวลา เมื่อเราเริ่มรู้สึกหิว นั่นคือแรงขับ แต่สุดท้ายชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุด ผมเคยไปเยี่ยม พี่มณเฑียร บุญมา ตอนเขาป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาลศิริราช แล้วไปเจอพี่เหลิม (เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์) ซึ่งพี่มณเฑียรแกเป็นคนที่คลั่งการทำงานมาก แกบอกพี่เหลิมว่า ‘เราอยากออกไปข้างนอกนะเหลิม เราอยากทำงาน’ แต่พี่เหลิมแกตอบว่า ‘พอแล้ว มณเฑียร รักษาตัวก่อน งานมันเรื่องเล็ก รักษาตัวก่อน’ ซึ่งมันคือเรื่องจริงนะครับ ศิลปะจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนคนก็พูดไปเถอะ แต่ว่าชีวิตน่ะมันสำคัญกว่า”

Share Post
Like 6 View 8196

Author

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

ฆนาธร ขาวสนิท

นักเขียนวรรณกรรม และรองบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN