สุริยาหีบศพ | บ้านหลังสุดท้ายของชีวิตในโลงไม้ที่สอนให้รู้ว่า ‘หากยังไม่ตาย คนเราไม่มีคำว่าสุดท้าย’

กลิ่นสีที่ใช้ทาหีบศพลอยคลุ้งปะปนกลิ่นไม้และฝุ่นผงซึ่งปลิวอยู่ในอากาศ เบื้องหลังมีหีบศพใหม่จำนวนมากวางเรียงรายซ้อนกันอยู่ในโรงงานผลิตของ สุริยาหีบศพ ไม่ช้าไม่นาน หีบที่ว่างเปล่าเหล่านี้จะถูกนำไปบรรจุร่างไร้ลมหายใจ ร่างที่เป็นวาระสุดท้ายของมนุษย์ทุกคน

สุริยาหีบศพ

 

     ย้อนกลับไปในวัย 17 ปี สมชาย สุริยเสนีย์ เริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ของตนเพื่อหารายได้ให้ตัวเองและครอบครัว ฟังดูอาจไม่ใช่เรื่องแปลก หากแต่ธุรกิจที่เขาเริ่มนั้น เป็นบริการรับส่งศพและการขายของที่เกี่ยวข้องกับการทำศพทั้งหมด

     “จริงๆ แล้วผมเป็นคนกลัวผีนะ ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ถ้าบอกว่าให้ไปดูคนตายนี่ ผมวิ่งไปไม่ถึงบ้านคนตายหรือที่ที่เขาตายหรอก มันกลัวไง ยิ่งวิ่งยิ่งถอยหลัง ยิ่งไม่กล้า” ชายชราวัย 82 ปี พูดด้วยท่าทีนิ่งสงบ ร่องริ้วรอยบนใบหน้าที่บ่งบอกถึงระยะเวลาในชีวิตทำให้เขาดูน่าเกรงขาม

     “ตอนผมเป็นเด็ก แม่ชอบเรียกผมว่าเป็นเด็กฉลาด พูดอะไรจะรู้เรื่องก่อน จะทำอะไรก็ทำออกหน้าเขาหมดเลย ส่วนการทำหีบผมฝึกทำเอง ศึกษาจากตัวเองทั้งนั้น มันก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง บางคนมองว่าเรื่องหีบก็แค่หีบ แต่ทำไมทุกวันนี้ผมถึงมีสินค้าและบริการอื่นอีกเยอะแยะ มันก็บ่งบอกแล้วว่าผมเป็นคนไม่อยู่นิ่ง ต่อยอดไปเรื่อยๆ เรื่องความตายอาจจะเป็นเรื่องสุดท้ายนะ แต่ขอให้รู้ไว้ว่าหากยังไม่ตาย คนเราไม่มีคำว่าสุดท้าย มันยังไปได้อีก มันมีทางไปเสมอ”

     จนถึงวันนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี สุริยาหีบศพก้าวมาไกลจากเพียงกิจการเล็กๆ สู่ธุรกิจแบบครบวงจร มีพนักงานกว่า 50 ชีวิต มีโรงงานที่ทันสมัยในกระบวนการผลิต มีโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งที่ไว้วางใจให้ดูแลบริหารจัดการห้องศพ​ และยังคงก้าวต่อไปพร้อมกับทายาทรุ่นที่สองที่เข้ามาต่อยอดขยับขยายกิจการให้ไปไกลกว่าแค่ในประเทศไทยด้วยการแตกยอดสู่บริษัทดูแลผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวต่างชาติ

     น่าสนใจว่าอะไรที่ทำให้ธุรกิจที่ถูกผูกโยงกับความตายซึ่งอดีตเคยถูกมองว่าเป็นสิ่งอัปมงคล เพราะมันคือการหากินกับคนตาย กลับสร้างรายได้และทำให้ชื่อของ ‘สุริยาหีบศพ’ ได้รับการยอมรับมาจนถึงทุกวันนี้

     แปลกดีที่หลังจากได้พูดคุยกับเขาจนจบ บรรยากาศหีบศพจำนวนมากในโรงงานผลิตที่เรามีความรู้สึกหวาดกลัวเมื่อย่างก้าวเข้ามาในทีแรกกลับกลายเป็นสิ่งย้ำเตือนสัจธรรม และทำให้เรามองชีวิตอย่างสงบขึ้นอย่างน่าประหลาด

 

สุริยาหีบศพ

 

ความตาย… ที่สร้างอาชีพ

     “ผมเกิดมาในครอบครัวที่ตัวใครตัวมัน ต้องดูแลตัวเอง พ่อผมเป็นหมอรักษาโรคริดสีดวง โรคหืดหอบ ท่านไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก เพราะท่านเดินทางไปใต้เพื่อไปทำการรักษา ท่านไปจังหวัดตรังแล้วได้ไปรู้จักกับเพื่อน พอดีเพื่อนชวนอยู่ที่นั่น ท่านก็เลยอยู่บ้านเพื่อนไปแล้วก็ส่งเงินมาให้ผม เป็นแบบนี้

     “จริงๆ แล้วในครอบครัวก็มีแต่ผมนี่แหละ ถ้าผมไม่ทำอะไรสักอย่างก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในเมื่อมันเป็นลักษณะแบบนี้ก็ทำดีกว่าไม่ทำ ให้มันมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีที่เกาะ มีที่ยึด เลยทำให้ผมเป็นคนเชื่อมั่นตัวเอง

     “ตอนอายุ 17 ช่วงนั้นมีการก่อกบฏแมนฮัตตัน ผมไม่ได้เรียนหนังสือ เผอิญบ้านผมอยู่หลังโรงพยาบาลศิริราช แล้วพอดีผมมีรถรับจ้างอยู่คันหนึ่ง ก็คิดว่าถ้าจะขายของเร่ต้องลงทุน แต่ถ้าเราไปรับศพที่โรงพยาบาลนี่ไม่ต้องลงทุน ลงแรงอย่างเดียว ผมก็เลยตัดสินใจเอารถไปหากิน โดยไปตระเวนรับศพจากโรงพยาบาลไปวัด หรือจากบ้านไปวัด ช่วงเริ่มต้นมาผมก็ทำเองหมด ตั้งแต่รับศพ ไปเอาหีบมาใส่ศพ เอาขึ้นรถ เอาไปวัด ก็ทำให้เขาทุกอย่าง เริ่มจากตรงนั้น”

 

ความตาย… ที่เปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า

     “มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมอยากจะลองใจตัวเองว่ากลัวผีไหม เพื่อนๆ อยู่เวรย้ายศพลงจากตึกของโรงพยาบาลเพื่อเอาไปเก็บ เป็นศพเด็กตัวนิดเดียว ผมก็ให้พวกเขากลับบ้าน แล้วตอนตี 4 ผมไปเอาศพลงมาจากตึก เดินแถวหลังโรงพยาบาล เดินไปเรื่อยเลย และก็มีศพเด็กที่ตายแล้วอยู่ในมือ ห่อผ้าไว้ นั่นล่ะครั้งแรกเลยที่กลัวที่สุด ไปถึงแล้วจะเปิดประตูยังเปิดไม่ได้เลยเพราะความกลัว ตั้งสติอยู่นาน จนกระทั่งทำได้ ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่กลัวอีกเลย

     “พอผมเริ่มใช้รถไปตระเวนรับส่งศพ ผมไม่ได้คิดถึงความลำบากเลย ผมคิดว่ามันต้องมีรายได้ ถ้ามันไม่มีรายได้แล้วคนที่บ้านจะอยู่ยังไง จะกินอะไร จริงๆ ถามว่าบ้านเรามีกินไหม มีนะ แต่เราก็ต้องขวนขวายหาเพิ่มด้วย”

 

สุริยาหีบศพ

 

ความตาย… ที่ต่อยอดสู่ธุรกิจ

     “ตอนนั้นผมก็เริ่มขายของอื่นๆ ด้วย เพราะถ้าพูดถึงหีบมันก็แค่หีบใช่ไหม แต่ผมขายดอกไม้ ทำพิธี บรรจุ ฉีดยา ขายกระถางธูป ขายตะเกียง ขายหมอน ผมขายของที่บรรจุอยู่ในหีบหมดเลย ผมใช้วิธีดำน้ำไปเรื่อย ไปแถวโน้นแถวนี้ จนกระทั่งไปเจอแหล่ง ก็เลยอุดหนุนเขาประจำมาจนถึงทุกวันนี้ ทำอยู่สามปี กระทั่งอายุ 20 ก็เริ่มต้นธุรกิจผลิตเอง

     “เมื่อก่อนไม่มีหีบศพนะ ใครจะเผาศพกลางแจ้งก็ได้ ก็เอาฟืนมากองๆ แล้วก็เผา แต่จริงๆ เขาไม่ให้ เขาห้ามแล้ว แต่บ้านนอกอาจจะเป็นอย่างนั้นอยู่ พอมีหีบศพเขาก็เปลี่ยนมาเผาในโลงกัน แล้วหีบศพก็จะมีขนาดของมัน ถ้าเอาไม้แผ่นหน้า 19 สี่เหลี่ยมทั้งหมดสี่แผ่นมาประกอบกัน มันก็จะเหมือนตู้เสื้อผ้า ไม่ได้หน้าได้หลัง แต่อย่างของผม ถ้าให้ผมวางแบบออกมานี่ พื้น 20 กลาง 18 ฝา 19 นี่ความรู้สึกผมนะ คือผมเป็นคนช่างประดิดประดอย

     “เวลาผมทำหีบขึ้นมาแล้วเอาออกไปขาย ผมดีใจนะ เออ ฝีมือเรา ให้เขาเอาไปใช้ แม้กระทั่งคุณสมัคร สุนทรเวช ก็มาใช้หีบที่นี่ ภรรยาเขาเป็นคนมาซื้อ

     “ผมฝึกฝนเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจด้วยตัวเอง สมัยนั้นผมมีรถคันหนึ่ง นอกจากขนศพ ผมยังขายน้ำ ขายทราย ขายดิน ขายฟืน ขายถ่าน ผมซื้อถ่านกระสอบละ 45 บาท มาแบ่งขายใส่ถุงกระดาษ ขายถุงละสิบบาท ขายดีด้วย”

 

ความตาย… ที่สร้างนิสัยแห่งความสำเร็จ

     “ธุรกิจหีบศพสอนผมสามอย่าง หนึ่ง ทำให้เขาดีที่สุด สอง อย่าผิดเวลาเขา สาม ต้องตรงไปตรงมา แค่ไหนก็แค่นั้น คนส่วนใหญ่เสียเพราะไม่ตรงไปตรงมา พอไม่ตรงไปตรงมามันก็กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ ขยัน อดทน นี่เป็นคติเตือนใจผม

     “ลองดูหีบที่ผมทำ บางอันเป็นหมื่นเป็นแสน ถามว่ามีคนสั่งไหม มี เพราะเราทำถูกใจ เขามีอะไรเขาก็นึกถึงเราหมด แล้วทำให้ครบ ไม่ใช่แค่ตอนเป็นร่าง แต่หลังเผาแล้วเป็นวิญญาณ ต้องเอาเถ้าไปลอยอังคารก็ต้องมาที่นี่ เพราะเขาเชื่อมือเรา เราทำถูกต้อง ทำให้ทุกเรื่องถ้าเกี่ยวกับลอยอังคารทั้งหมด แม้กระทั่งเช่าเรือ หาเรือ ของใช้จิปาถะ คุณไปแต่ตัวอย่างเดียว ตั้งแต่ลงเรือไปยันขึ้นเรือ”

 

ความตาย… ที่ทำให้เห็นคุณค่าของคนที่รัก

     “บางคนเห็นโลงแล้วคิดว่าแพง แต่คำว่าแพงมันพูดไม่ได้ ถ้าคุณมีเงินพันล้าน คุณอยากจะซื้อขนาดไหนใส่พ่อใส่แม่ คุณจะซื้อใบละพันสองพันเหรอ คุณกล้าซื้อเหรอ ใบละพันสองพัน นี่ไง คนเราบางทีมันเจอลูกนี้เข้าไป ต้องทำให้ดีที่สุด ถามว่าซื้อเสร็จแล้วมีอะไรไหม มันก็ไม่มีอะไร เราเสียเงินเราก็สบายใจใช่ไหม

     “ผมพูดอย่างนี้ดีกว่า ถึงทีได้ต้องเอา ถึงทีเสียต้องยอมเสีย นี่คือคติในใจผม หีบศพก็คือบ้าน ก็แค่นั้น มันเป็นบ้านหลังหนึ่งของผู้ตาย ซื้อราคาถูกก็ได้ แพงหน่อยก็ได้ ดีเลิศเลยก็ได้ ได้หมด ใบหนึ่งเป็นล้านๆ ก็ได้ บางคนเขามาถาม มีอยู่แค่นี้เหรอ แล้วที่มันเป็นล้านๆ ไม่มีเหรอ ถ้าถามผมอย่างนี้ ผมก็บอกว่ามี มันก็แล้วแต่เขาจะสั่งไง

     “คนที่เคยดูถูกว่าเราทำธุรกิจอัปมงคลเขาไม่พูดต่อหน้าผมหรอก เดี๋ยวจะมีเรื่อง เขาก็ไปคุยของเขาเอง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมไม่รู้เขาพูดอะไร แต่ผมเดินเข้าไปบอก ‘ผมบอกให้คุณรู้นะ ผมที่มายืนอยู่ตรงนี้เนี่ยเจ้าของร้านสุริยาตัวจริง ถ้าคุณจะคุยเกี่ยวกับเรื่องคนตาย มาคุยกับผมไม่จบหรอก ผมคุยได้ทั้งคืน’ ผมก็พูดแบบนี้ แล้วก็ไม่มีใครมีเรื่องกับผมนะ”

 

สุริยาหีบศพ

 

ความตาย… ที่สร้างรายได้จากรุ่นสู่รุ่น

     “ผมให้ลูกๆ สืบทอดกิจการ คือไปเปิดร้านเลย เอารถไป เอาหีบไป ไปอยู่ตรงนั้นเลย ที่นครสวรรค์ก็นครสวรรค์เลย ถ้าเผื่อขายไม่ได้ ทางเราก็รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เงินเดือน หรือถ้าขายได้ก็เอาไปเลย ยกให้เลย เขาไม่บ่นนะ เพราะมันได้ทั้งชื่อเสียง ได้ทั้งเงิน แล้วก็ได้ทั้งงานที่ได้จากเมืองนอก ศพฝรั่งจะอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศก็แล้วแต่ เมื่อเสียชีวิต โทร.เข้ามาหาลูกชายผม เดี๋ยวไปจัดการให้หมด จะเผา จะส่งกลับ อะไรได้ทั้งนั้น

     “ผมทำธุรกิจผมต้องให้คืนกลับไปด้วย บางคนญาติมาขอหีบผมก็ให้ ให้พนักงานไปช่วยด้วย แถมเงินให้อีกสองพัน ให้เป็นค่าใช้จ่าย เพราะเขาตายแล้ว คนตายเงินก็ไม่มีอยู่แล้ว ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่ผมทำให้ลูกๆ เห็น ผมไม่ใช่คนใจร้ายนะ ผมบอกกับลูก ห้ามปฏิเสธ ช่วยได้ต้องช่วย ถึงจะเสียเงินบ้างก็ต้องยอม อย่าไปบอกเสียเงินไม่ยอม ไม่ได้ บางเรื่องมันต้องเสียถึงจะอยู่ได้

     “ผมมาถึงตรงนี้ ผมเต็มเปี่ยมแล้ว ลูกๆ ผมดูแลหมดทุกคน หลานก็ดูแลหมด ใครมาอยู่กับผมผมก็ให้เงินเดือน คือมันอิ่มแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังไปช่วยอยู่นะเวลามีงานใหญ่ๆ เขาก็จะบอก โห เถ้าแก่มาทำเองเลย”

 

ความตาย… ที่สอนบทเรียนแก่ชีวิต

     “ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่เป็นเรื่องน่าเศร้านะ ผมว่าอย่างนั้นมากกว่า คนเคยอยู่ด้วยกัน บางคนยังหอมแล้วหอมอีก ขนาดตายไปแล้วเรายังหอม อยู่ๆ ก็มาจากไป ผมไม่กลัวความตาย อย่าไปคิดมาก จะบอกว่าไม่ยอมก็ไม่ได้ ถึงเวลาเสียต้องเสีย ถึงเวลาได้ต้องได้ ทุกๆ เรื่องเหมือนกันหมด

     “ตอนผมเป็นเด็ก แม่ชอบเรียกผมว่าเป็นเด็กฉลาด พูดอะไรจะรู้เรื่องก่อน จะทำอะไรก็ทำออกหน้าเขาหมดเลย ส่วนการทำหีบผมฝึกทำเอง ศึกษาจากตัวเองทั้งนั้น มันก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง บางคนมองว่าเรื่องหีบก็แค่หีบ แต่ทำไมทุกวันนี้ผมถึงมีสินค้าและบริการอื่นอีกเยอะแยะ มันก็บ่งบอกแล้วว่าผมเป็นคนไม่อยู่นิ่ง ต่อยอดไปเรื่อยๆ เรื่องความตายอาจจะเป็นเรื่องสุดท้ายนะ แต่ขอให้รู้ไว้ว่าหากยังไม่ตาย คนเราไม่มีคำว่าสุดท้าย มันยังสามารถไปได้อีก มันมีทางไปเสมอ

     “ผมมาถึงที่สุดแล้ว อายุ 80 กว่า ผมอยากแบ่งให้ลูกๆ หลานๆ ถ้าว่างเปล่าได้ถือว่าเป็นคนที่วิเศษ ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่บ่น การว่างเปล่าไม่มีจุดไม่ดีนะ เพราะมันว่างเปล่าแล้ว เหมือนลอยอยู่บนน้ำ วาระสุดท้ายหากผมจากไปก็สวดแล้วเผาเลย อย่าเก็บ แล้วผมไม่เลือกหีบศพล่วงหน้านะ เพราะหีบพวกนี้ของผมทั้งนั้น ใบไหนก็ได้ (หัวเราะ)”

Share Post
Like 2 View 1684

Author

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

วงศกร ยี่ดวง

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำ a day BULLETIN