Lost and Found: ความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไรกันแน่ โดย ประมวล เพ็งจันทร์

Painkiller
15 Oct 2019
เรื่องโดย:

ภาคิน วลัยวรางกูร, ภควดี จรูญไพศาล

ถึงแม้ว่าในชีวิตของพวกเราจะไม่ต้องเผชิญกับมหาสงคราม โรคระบาด ภัยพิบัติ ความอดอยาก ไม่มีเงื่อนไขภายนอกที่มาทำให้เราทุกข์ร้อน แต่ภายในใจของเรากลับไร้สุข บางห้วงเวลาเรารู้สึกว่างเปล่า เบื่อหน่าย เฉื่อยชา ไม่เข้าใจว่าทั้งหมดนี้มันเพื่ออะไร เรามีชีวิตอยู่ไปทำไม ความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไรกันแน่ 

        คำถามแบบนี้คงจะเคยปรากฏขึ้นมาในความคิดของเรา บางครั้งก็หาคำตอบได้ แต่บางครั้งก็ไม่ และที่น่าสนใจคือคำตอบของเรามันเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัยและประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านเข้ามา

        อย่างกรณีของเขาคนนี้ เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ชายวัยห้าสิบ ตัดสินใจลาออกจากงานราชการในฐานะอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย เพื่อกลับบ้าน… เขาเดินกลับบ้าน เดินจากเชียงใหม่ กลับสู่บ้านเกิดที่เกาะสมุย เขาใช้เวลา 66 วัน บนเส้นทางกว่า 1,000 กิโลเมตร ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง 

        เขาเล่าว่า เมื่อสมัยที่ยังทำงานอยู่นั้น เขาเปรียบตัวเองเป็นนกน้อยอาศัยอยู่ในกรงทองแคบๆ ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย เกียรติยศ ศักดิ์ศรี อำนาจ แต่ถึงกระนั้น ด้วยธรรมชาติที่อยู่ในตัวซึ่งอยากจะโบยบินออกจากกรงตลอดเวลา เขาเชื่อว่าจิตวิญญาณแบบ โจนาธาน ลิฟวิงสตัน: นางนวล สถิตอยู่ข้างใน นับแต่วันที่เขาได้อ่านหนังสือเล่มนั้นของ ริชาร์ด บาก

        ชายคนนั้นชื่อ ประมวล เพ็งจันทร์ หากใครเคยได้อ่านหนังสือเรื่อง เดินสู่อิสรภาพ อันเป็นบันทึกการเดินทางของเขาครั้งนั้น คงจะเข้าใจและมองเห็นคำตอบอะไรบางอย่างต่อคำถามที่สำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์ 

 

ประมวล เพ็งจันทร์

โจนาธาน ลิฟวิงสตัน ที่อยู่ภายในตัวคุณ มาจนถึงวันนี้มันเป็นอย่างไรแล้วบ้าง 

        ตอนที่ผมเตรียมตัวออกเดินในครั้งนั้น เป็นจุดจุดหนึ่งซึ่งผมเข้าใจขึ้นมาว่าฉากสำคัญในหนังสือ โจนาธาน ลิฟวิงสตัน: นางนวล ผมคิดว่าโจนาธานคงรู้สึกดีมากเมื่อตอนที่เจียง อาจารย์ของเขา บอกว่าความสามารถในการบินของโจนาธานนั้นไม่มีอะไรที่จะต้องฝึกปรืออีกแล้ว เขาสามารถบินได้ และบินได้สูงมาก ในความหมายซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ในระดับของนกตัวหนึ่งแล้ว นับจากนี้ไป จงบ่มเพาะความรัก 

        ในจุดนั้น จุดที่ความสามารถในการบินหรือความหมายของการเป็นนกตัวหนึ่งไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องมาขบคิดอีกต่อไปแล้ว เวลาที่เหลือต่อจากนี้คือการบ่มเพาะความรัก ความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ ความรักเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตนี้มีความหมาย เมื่อมาถึงจุดนี้ เราจะไม่มีคำถามว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร เราจะไม่มีคำถามว่ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร คำถามเหล่านี้ล้วนหายไปหมด เมื่อความรักบังเกิด 

        ผมรู้สึกดีทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบเพื่อนๆ โดยเฉพาะเพื่อนวัยหนุ่มสาวอย่างพวกคุณ ทุกวันนี้ พวกเราถูกรบกวนด้วยคำถามพวกนี้ คำถามที่ว่าเราจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร ทำไมเราต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำไมเราต้องทำงานนี้ ผมอยากจะบอกว่า ความหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือความรักที่งอกงาม เติบโต และเบ่งบานในใจของเราแต่ละคน เมื่อถึงจุดนั้น เราจะไม่มีคำถามใดๆ ในชีวิตเลย 

        ถ้ายังนึกไม่ออก ให้ลองนึกภาพของแม่คนหนึ่ง แม่ซึ่งไม่มีคำถามว่าเธอจะดูแลลูกไปอีกนานเท่าไหร่ แม่ย่อมทำกิจทุกอย่างอย่างสุดชีวิต เทียบกับในตอนที่เธอยังไม่ได้เป็นแม่ เธออาจจะมีคำถามมากมายว่าฉันต้องทำอะไร ทำเพื่อใคร แต่เมื่อถึงวันที่เธอได้เป็นแม่ เธอไม่มีคำถามแล้วว่าทำไมเธอต้องดูแลลูกของเธอ เธอไม่ถามด้วยซ้ำว่าจะต้องทำเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ และไม่เคยคิดด้วยว่าจะได้อะไรตอบแทนจากลูก    

        ผมเข้าใจว่านี่คือหัวใจสำคัญของชีวิต ถ้าความรักได้ผุดปรากฏขึ้นในหัวใจของเราแต่ละคน ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเพียงระหว่างแม่กับลูกเท่านั้น แต่กับเพื่อนมนุษย์ทั้งปวง ชีวิตเราจะมีความหมาย ไม่มีคำถามว่าความหมายนั้นคืออะไร 

ในขณะที่มุมมองของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เสนอว่าคนเราเป็นเพียงแค่สสารและชีววิทยา ซึ่งมันไม่ได้ให้คำตอบถึงเหตุผลและความหมายของชีวิต 

        ถ้าเราใช้ความคิด ชีวิตจะซับซ้อนมาก เราจะมีคำถามมากมาย และคำถามเพียงคำถามเดียว แต่มีคำตอบอีกหลากหลายมาก และคำตอบนั้นอาจจะเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน ตอนเป็นเด็กเราเคยมีคำถาม พอโตขึ้นมา เราก็ยังหาคำตอบให้ไม่ได้ เพราะจะมีคำตอบใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ คำตอบที่เคยช่วยให้เรารู้สึกดีที่สุดในวันหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไป มันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดอีกแล้ว 

        ผมเข้าใจว่า โลกของความคิดเป็นการปรุงแต่งความหมาย โลกของความคิดจะสืบค้นความหมายของโลกนี้ และทำให้เราเจอคำตอบใหม่ๆ ทุกวัน ใช้คำว่าทุกวินาทีก็ได้ และคำตอบใหม่ๆ เหล่านั้นมีผลกระทบต่อเราอยู่เสมอ

        อย่างเช่น เมื่อวานตอนค่ำ มีคนมาส่งผมกลับที่พัก ระหว่างทางเขาเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อให้มันบอกเส้นทาง อีก 200 เมตรเลี้ยวซ้าย อีก 200 เมตรเลี้ยวขวา ผมคิดว่าถ้าย้อนกลับไปสักหลายสิบปี สมัยที่ผมยังเป็นเด็ก ถ้าผมเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คนในยุคนั้นฟัง เขาคงไม่เชื่อผมว่าจะมีเครื่องมือที่วิเศษขนาดนี้ 

         ก่อนหน้านั้น ผมนั่งรถไปกับเพื่อนคนหนึ่ง เขาถามผมว่าอยากจะฟังเพลงอะไร ชอบเพลงอะไรบ้าง ผมตอบไปเล่นๆ ว่าชอบเพลงของ ทูล ทองใจ ทันทีที่เขาได้ยิน เขาก็ส่งเสียงออกคำสั่งว่า ขอเพลงของ ทูล ทองใจ โปรแกรมอะไรก็ไม่รู้ในรถของเขาก็เปิดเพลง ทูล ทองใจ ให้เราฟังเลย ทีแรกผมคิดว่าเขาเล่นกลกับผม (หัวเราะ) ผมบอกเขาใหม่ว่าผมอยากฟังเพลง สาวฝั่งโขง ของ ปอง ปรีดา ผมระบุชื่อเพลงไปเลย เขาก็สั่งเครื่องเล่นว่าขอเพลง สาวฝั่งโขง สักพักหนึ่งก็มีเสียงเพลง สาวฝั่งโขง เล่นขึ้นมา ผมบอกว่านี่ผมอยู่ในยุคไหนสมัยไหนกันนี่ สิ่งที่ผมเคยคิดว่าเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากๆ สิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว  

         เราจะเห็นว่าโลกที่เราอยู่อาศัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โลกมีฤดูกาล ไม่ว่าเราจะรับรู้หรือไม่ก็ตาม มนุษย์ตื่นเต้นเสมอเมื่อค้นพบความจริงใหม่ๆ แต่ผมเชื่อว่าความเป็นจริงของโลกใบนี้ ไม่มหัศจรรย์เท่ากับการค้นพบความจริงที่อยู่ข้างในตัวเราเอง นี่คือหัวใจสำคัญที่ผมบอกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราค้นพบความหมายแห่งชีวิต ซึ่งมีความรักเป็นแก่นแกน เราจะพบความมหัศจรรย์ของชีวิตนี้ 

ทุกวันนี้ เราถูกสอนให้มีการตั้งเป้าหมายในชีวิต เพื่อคาดหวังให้ประสบความสำเร็จ อยากรู้ว่าการตั้งเป้าหมายชีวิตนั้น เหมือนหรือแตกต่างกับการมีความหมายของชีวิตอย่างไร 

        เมื่อเกิดมามีชีวิต เราก็ย่อมต้องมีเป้าหมาย แล้วเป้าหมายนี้เองจะทำให้เกิดความหมายขึ้นในใจเรา เช่น เมื่อรู้สึกหิว เป้าหมายคือการหาอาหารมารับประทาน การที่เราต้องพยายามหาอาหารทั้งที่จริงๆ มันยากลำบาก หรือเราไม่ได้อยากทำ แต่ก็ต้องทำเพราะความหิว สิ่งนี้ทำให้เรารู้ความหมายของชีวิต ความหมายของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ สิ่งที่เป็นความหมายในปัจจุบันสัมพันธ์กับเป้าหมายที่เราวางไว้ในอนาคต 

        เราต้องการความหมาย เช่น คำว่าความสำเร็จ ตอนเด็กเราก็ให้ความหมายกับมันว่าจะต้องเรียนหนังสือให้จบมหาวิทยาลัย ทั้งที่เราก็ไม่ได้ชอบ ไม่ได้อยากเรียน วันหยุดเราอยากนอนอยู่บ้าน เราอยากจะไปทำอะไรอีกเยอะแยะ แต่ก็ต้องออกไปเรียนกวดวิชา เราเหนื่อยล้า แต่ก็หยุดพักไม่ได้ ได้แต่อดทน เพราะรู้ว่านี่คือเส้นทางที่ต้องก้าวผ่านให้ได้ 

        ผมเคยสอนในมหาวิทยาลัยมาหลายปี เมื่อได้พบกับคนหนุ่มสาวซึ่งผ่านการเรียนมัธยมมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ผมพบความจริงประการหนึ่งว่า ช่วงเวลาแรกเริ่มของการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ไม่ใช่เวลาที่เราจะไปคาดคั้นอะไรจากเขามากนัก ผมอยากให้เขาได้หยุด ได้ชะลอบ้าง คนหนุ่มสาวนั้นกว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เขาเหนื่อยมากๆ อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว แต่เขาแบกความหวังของพ่อแม่อยู่บนไหล่ของเขา วันหนึ่งเมื่อเขาเข้ามหาวิทยาลัยได้ ติดคณะดีๆ ตามที่พ่อแม่ฝัน เขามีความสุขเป็นที่สุด เหมือนนักวิ่งที่ถึงเส้นชัยแล้วล้มตัวลงนอนหมดแรง 

        ทีแรกก็ไม่เข้าใจ ผมพยายามบีบคั้นให้พวกเขาต้องเอาจริงเอาจังกับชีวิตให้ได้ ภายหลังจึงรู้ว่าสิ่งที่ควรทำคือเฉลิมฉลองความสำเร็จของพวกเขาที่ผ่านชีวิตมัธยมปลายมาได้ จากนั้นพวกเขาจึงค่อยๆ แสวงหาความหมายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตช่วงต่อไป พอเขาได้ตั้งสติ เตรียมพร้อมกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งมันจะเป็นสิ่งที่สาหัสกว่าแน่ๆ คือในวัยทำงาน เราจึงควรใช้ช่วงเวลาสี่ปีที่อยู่ด้วยกันในมหาวิทยาลัยเตรียมตัวให้พร้อม ยังมีความหมายอื่นๆ ยังรอเราอยู่อีก เพราะฉะนั้น จงฝึกความสามารถที่จะอดทนและรอคอย ก้าวผ่านชีวิตแต่ละช่วงไปให้ได้ 

        ผมรู้สึกเห็นใจหนุ่มสาว พวกเขากำลังอยู่บนทางด่วนที่ไม่มีจุดหยุดพัก ขับช้าก็ไม่ได้ หยุดดูทิวทัศน์ข้างทางก็ไม่ได้ จะลงจากทางด่วนได้ก็ต่อเมื่อไปถึงจุดทางลงเท่านั้น ดังนั้น ในตอนนี้ก็ขอให้เข้าใจเถิดว่าเราก็ต้องทำกิจนี้ไปก่อน เพื่อไปให้ถึงทางลงให้ได้ เราล้วนไม่ได้ปรารถนาจะอยู่บนทางด่วนกันนานนักหรอก

เหมือนกับว่างานการที่เราไม่อยากทำนั่นเองที่จะทำให้ชีวิตเรามีความหมาย 

        เราก็แค่ต้องเข้าใจให้ได้ว่าเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่เราต้องบ่มเพาะไป คำว่าบ่มเพาะนี้หมายความว่าเราจะต้องผ่านกระบวนการนี้ไปโดยจะลัดขั้นตอนไม่ได้ เราจึงต้องมีความสามารถในการทานทนกับกิจที่จะมาบ่มเพาะ ชีวิตของเราก็เปรียบเหมือนผลไม้ เป็นผลไม้ที่ยังเปรี้ยว ยังฝาด ยังขมอยู่ แต่ถ้าผลไม้นี้ได้รับการบ่มเพาะ มันจะเปลี่ยนรสชาติจากฝาดขมเป็นหอมหวาน การบ่มเพาะคือการที่เราต้องผ่านกระบวนการ ความสามารถที่จะผ่านกระบวนการในการบ่มเพาะเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพที่ฝาดขมเป็นหอมหวานนี้ คือสิ่งที่เป็นความหมาย 

 

ประมวล เพ็งจันทร์

อยากรู้ว่าตอนที่คุณยังทำงานสอนหนังสืออยู่ มีวันไหนที่ไม่อยากไปทำงานไหม 

        ไม่เคย เพราะการเป็นครูเป็นความฝันของผมมาตั้งแต่วัยเยาว์ ผมมีความรู้สึกดีที่ได้มาเป็นครู และเมื่อได้มาเป็นครู ผมได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ทุกปีจะมีหนุ่มสาวซึ่งมีความสดใหม่ มีชีวิตชีวา มีความงดงาม ผ่านเข้ามาในชีวิต ผมตอบรับพวกเขาเหล่านั้นด้วยความรู้สึกดีเป็นที่สุด ผมขอบคุณเขาทุกคนที่เดินเข้ามาในเส้นทางนี้ ทำให้เราได้เจอกัน 

        นี่คือความหมายในชีวิต ความหมายแบบนี้เองที่ทำให้ผมมีความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ผ่านเข้ามาในชีวิต การได้พบปะคนหนุ่มสาวในช่วงเวลาที่ผมเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนั้น เหมือนมีคนจัดพื้นที่ให้เราได้พบกัน จัดเวลาให้เราได้สังสรรค์ ได้เสวนากัน ตอนที่ออกจากราชการ ออกจากการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย สิ่งที่ผมรู้สึกเสียดายมีเพียงอย่างเดียวคือผมจะไม่ได้พบหนุ่มสาวคนใหม่ๆ ในชีวิตผมเสียแล้ว ซึ่งผมไม่ได้คิดว่ามาวันหนึ่งผมจะได้พบเจอหนุ่มสาวใหม่ๆ มากกว่าตอนสอนในห้องเรียนเสียอีก ผมรู้สึกดีที่รู้ว่ามีคนหนุ่มสาวอีกเป็นจำนวนมากรอคอยผมอยู่บนหนทางข้างหน้าซึ่งธรรมชาติจัดสรรให้ 

ในกรณีของคุณ คุณได้ทำงานตามที่ฝันไว้ การเป็นครูคือสิ่งที่คุณรัก แต่สำหรับคนอื่นล่ะ พวกเขาต้องทำงานที่ไม่ได้ชอบตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เพื่อที่วันเสาร์เขาจะได้ไม่ได้ต้องไปทำงาน แล้วก็วนกลับมาทุกข์ทรมานตอนเย็นวันอาทิตย์ เพราะไม่อยากตื่นขึ้นมาทำงานอีกในเช้าวันจันทร์ 

        ตรงนี้คือขั้นตอนหนึ่งของการบ่มเพาะไงล่ะ อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ ที่เปรียบถึงผลไม้รสเปรี้ยว ฝาด ขม ซึ่งเรารู้แน่ว่าผลไม้นี้ถ้าได้บ่มเพาะแล้วจะต้องสุก รสชาติจะต้องหอมหวาน นี่คือศรัทธา และความรู้สึกศรัทธาในผลไม้นี้ ขอโปรดมีกับชีวิตของเราทุกคนด้วย ชีวิตมีความมหัศจรรย์ยิ่งกว่าผลไม้หนึ่งผลเสียอีก โปรดเชื่อมั่นว่าชีวิตที่มีความหมายว่าเป็นความขมในปัจจุบัน ถ้าเราผ่านการบ่มเพาะ ชีวิตจะมีความหมายกลายเป็นหอมหวาน แน่นอนว่าจะต้องผ่านความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เช่นรสชาติที่ฝาดขม แต่วันหนึ่งสิ่งนี้จะแปรเปลี่ยน แล้วเราจะมีความสุขเป็นล้นพ้นกับกิจอันเหน็ดเหนื่อยที่ผ่านมา 

        ผมเคยดูถ่ายทอดสดรายการแข่งขันวิ่งมาราธอน เห็นนักวิ่งมาราธอนเหนื่อยล้าเป็นที่สุด เหงื่อโซมกาย ระยะทางที่กำหนดนั้นเป็นระยะทางยาวไกล แต่รู้ไหมครับว่านักวิ่งมาราธอนเหล่านั้น เมื่อเขารู้ว่าที่ไหนมีการจัดวิ่ง เขาก็จะไปสมัครอีก ยอมเสียเงิน เสียเวลา เพื่อจะได้ไปเหนื่อย ไม่มีใครบังคับเขาไป แต่เขาวิ่งเพราะเขามีความสุขที่จะได้วิ่ง มีความสุขที่ได้เหนื่อย สิ่งนี้มีความหมาย โปรดเชื่อมั่นว่าชีวิตเราก็เป็นเช่นนั้น เราสามารถที่จะทำจิตให้มีความหมายเช่นนี้ได้ด้วยตัวเราเอง 

เราจะให้ความหมายกับความยากลำบากและความเหน็ดเหนื่อยในชีวิตได้ทุกเรื่องเลยหรือ 

        เวลาที่ไม่รู้จะอธิบายกับตัวเองอย่างไร เวลาที่รู้สึกหมดหวัง โปรดคงไว้ซึ่งศรัทธา เพราะศรัทธาคือสิ่งที่จำเป็นและมีค่าสำหรับมนุษย์ทุกคน ตราบใดที่เรายังมีคำถามอยู่ว่าฉันเกิดมาเพื่ออะไร ทำไมฉันต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถ้าเรายังเคลือบแคลงสงสัยในจิตใจที่กำลังกระทำกิจนั้นๆ บนหนทางที่กำลังเดินไปอยู่ แสดงว่าเรายังไม่มีศรัทธาที่มั่นคงพอ 

        ความรู้สึกไม่มั่นคงหรือสูญสิ้นศรัทธาคือปัญหาใหญ่ในยุคปัจจุบัน สาเหตุที่ผมเห็นอกเห็นใจคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน เพราะผมบอกได้เลยว่าพวกคุณไม่ได้ขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ พวกคุณมีสิ่งเหล่านี้อย่างสมบูรณ์กว่าสมัยผมมากนัก สมัยนั้น ผมอยู่อย่างแร้นแค้น ยากลำบาก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมีคือศรัทธาที่มั่นคง ผมสามารถก้าวผ่านความยุ่งยากมาได้เพราะมีความเชื่อมั่น ถ้าสิ่งนี้เป็นวัตถุ ผมอยากจะยื่นให้คุณเลย แต่สิ่งนี้ไม่ใช่วัตถุ มันต้องบ่มเพาะขึ้นมาเอง ผมทำได้เพียงแค่บอกว่าโปรดมีศรัทธาในการมีชีวิตอยู่ 

        ตรงนี้สำคัญ ผมเล่าเรื่องนี้เสมอๆ เวลามีคนมาถามถึงเรื่องการเดินทางในครั้งนั้น ผมบอกว่าอุปกรณ์ทางกายนั้นจำเป็น รองเท้าดีๆ เป้ดีๆ ถ้าไม่มีรองเท้าที่ดี การเดินทางไกลก็เป็นไปได้ยาก แต่ไม่ว่าจะรองเท้าหรือเป้ที่ดี หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ดี มันก็ยังไม่มีพลังมากพอ ความศรัทธาต่างหากคืออุปกรณ์ที่จำเป็น เราจะขาดเสียมิได้ แม้จะมีอุปกรณ์ภายนอกสมบูรณ์เพียงใด แต่ถ้าไม่มีศรัทธาเชื่อมั่นในชีวิต การดำเนินชีวิตก็เป็นเรื่องยาก ถึงแม้ไม่มีรองเท้า เดินเท้าเปล่ายังจะดีเสียกว่าที่จะเดินทางไปโดยไม่มีศรัทธา เพราะขณะที่เดินไปนั้น เราจะบ่น เราจะตีโพยตีพาย โทษเทสารพัด ทำไมแดดร้อน ทำไมฝนตก ทำไมต้องมาเดิน 

        เคยมีคนมาถามผม ผมบอกว่า ผมไม่สามารถที่จะเปิดเผยความหมายอันเป็นคำตอบของผมได้ แต่ถ้าคุณมีเวลา คุณมาเดินกับผมสักครั้งหนึ่งไหมล่ะ วันหนึ่งผมกลับไปที่เกาะสมุย เรามีโอกาสเจอกัน เขาถามผมว่าขอไปเดินกับอาจารย์ได้ไหม ผมบอกว่า ได้ เราได้เวลาที่จะเดินด้วยกันแล้ว แล้วเขาก็ไปเดินกับผม วันแรกเราต้องเดินขึ้นยอดภูเขาสูง เมื่อเราขึ้นไปถึงยอด นั่งเหน็ดเหนื่อยกันอยู่บนนั้น แล้วผมก็บอกเขาว่าเดี๋ยวเราจะเดินกลับลงไปข้างล่าง เขาถามผม อ้าว แล้วเราเดินขึ้นมาบนนี้ทำไม เพราะเดินขึ้นมาแล้วก็เดินลง ผมบอกเขาว่าเราเดินขึ้นมาเพื่อให้คุณไม่ต้องถามว่าเดินขึ้นมาทำไม เพราะเราแค่เดิน แค่เดินขึ้นมาบนจุดนี้ แล้วเดี๋ยวเราก็เดินลง 

         ในชีวิตของเรา ถ้าคุณสามารถสลายคำถามว่าทำไมคุณต้องทำสิ่งนี้ คุณจะมีความสุขกับการได้ทำมัน ทำไมคุณไม่รู้สึกดีเล่าที่ได้เดินขึ้นมาถึงจุดนี้ มีนักท่องเที่ยวนับพันนับหมื่นที่มาเที่ยวเกาะสมุย คุณลองไปถามดูว่ามีใครสักคนหนึ่งไหมที่เคยเดินขึ้นมาบนยอดเขานี้ คงไม่มี เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเดินขึ้นมาทำไม และนี่คือใจความสำคัญ ทุกคนติดกับดักว่าจะต้องตอบให้ได้ว่าเขาจะทำสิ่งนั้นทำไม ผมแค่เดิน เพื่อจะได้ไม่ต้องถามต่อไปว่าทำไมต้องเดิน เราเดินเพื่อเดิน ผมบอกเขาว่าผมเดินขึ้นมากับคุณ เพื่อที่จะสลายคำสาปที่มีอยู่ในใจคุณ ถ้าเรามีคำถามอยู่เสมอว่าจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม โปรดมีความสุขที่ได้มีชีวิตหรือได้ทำสิ่งต่างๆ โดยที่ไม่ต้องมีคำถาม นั่นคือความหมายที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือศรัทธาในชีวิต เพราะถ้าไม่มีชีวิต เราก็ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ 

แล้วเราจะสร้างศรัทธาเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร 

        สิ่งที่เราเห็นเป็นอุปสรรค แท้จริงแล้วล้วนมีความหมายในการบ่มเพาะศรัทธา เมื่อไหร่ที่เราเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้าว่าไม่เป็นสิ่งขวางกั้น เราให้ความหมายมันว่าเป็นสิ่งที่เชิญชวน ท้าทาย เราเห็นภูเขาสูงอยู่เบื้องหน้า เราไม่มองว่าภูเขานี้จะยุติการเดินทางของเรา แต่เป็นการเชิญชวน เป็นการท้าทายให้ปีนป่ายขึ้นมา แล้วเราจะรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ 

        ตอนที่ผมยังมีกำลังวังชา ผมมีความสุขมากเมื่อเดินทางไปยอดหิมาลัย ตอนที่เดินขึ้นไป ผมรู้สึกเหมือนจะหมดพลังเพราะมีออกซิเจนน้อย และขอโทษนะ ตอนนั้นผมมีความสุขที่จะได้ตาย เพราะมันเป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่มาก การได้ก้าวไปสู่ที่สูงด้วยร่างกายอ่อนล้า แต่ผมก็ไม่หยุด อีกครั้งหนึ่งตอนที่ไปเดินรอบเขาไกรลาสในประเทศทิเบต มีจุดสูงจุดหนึ่งมีชื่อเรียกเป็นภาษาทิเบต แปลความเป็นภาษาไทยว่า ช่องผ่านของพระแม่ตารา ผมยืนเหนื่อยอยู่ที่จุดนั้น มองไปรอบตัวเห็นกองข้าวของเสื้อผ้าอุปกรณ์ของคนที่เดินทางผ่านมา เขาจะถอดอุปกรณ์เหล่านั้นทิ้ง สละสิ่งเหล่านี้ อันเป็นความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าตัวเราจะได้ไปเกิดใหม่แล้ว ผมเองไม่มีอะไรจะสละ เพราะตอนนั้นก็ไม่ได้สวมใส่อุปกรณ์อะไรมาก แต่ผมน้ำตาไหล ผมรู้สึกถึงความหมายว่าได้ก้าวผ่านอะไรบางอย่างที่มหัศจรรย์ เกิดความรู้สึกดีที่ได้เดินขึ้นไปสู่ที่สูง เดินขึ้นไปด้วยความสุข ไม่รู้สึกหวั่นไหว แม้หากจะจบชีวิตลง ก็มีความสุขที่จะได้จบชีวิตอยู่บนเส้นทางอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ความรู้สึกแบบนี้เปิดเผยความหมายในชีวิต เป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้พลังของชีวิต ได้สัมผัสความหมายของการเดินทาง เป็นการฝึกปรือและใช้ความสามารถในชีวิตของเรา ถ้าเรารู้สึกแบบนี้ได้ โลกนี้ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว 

 

ประมวล เพ็งจันทร์

ตรงจุดนั้น บรรดาข้าวของที่เราสะสมไว้ เงินทองที่เราหามาได้ ไม่ได้ช่วยให้เราเดินทางต่อไปได้อย่างมั่นคงปลอดภัยหรอกหรือ 

        ตอนที่ผมออกเดินครั้งนั้น ผมต้องการจะออกจากชีวิตในช่วงคฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน) ซึ่งเงินมีความหมายสำหรับผม ก่อนหน้าที่จะเดิน ผมเกิดมาในครอบครัวยากจนและชีวิตเยาว์วัยที่ยากลำบาก ผมเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยค่าจ้างวันละ 5 บาท ผมรู้สึกว่าเงินมีค่ามากเหลือเกิน ผมมีความเชื่อว่าถ้าเรามีเงินเก็บในชีวิตมากพอ เราจะมีความสุข ผมจึงมีความฝันในเยาว์วัยว่าเมื่อผมโตขึ้นมาจะหาเงินให้ได้มากๆ ผมมีความรู้สึกว่าเงินคือคำตอบของคำถามต่างๆ ผมทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อจะได้เงิน แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ผมย้อนกลับไปดูชีวิตตัวเอง มีเงินในบัญชีธนาคาร มีบ้าน มีภรรยาอันเป็นสุดที่รักอยู่ภายในบ้านนี้ แต่ทำไมชีวิตยังอ้างว้าง ยังมีความหวั่นไหวหวาดกลัวอยู่ในใจ 

        ผมจึงรู้ด้วยตัวเองทันทีว่าความอ้างว้าง หวาดกลัว และหวั่นไหวนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอก ความกลัวอยู่ภายในใจของเราเอง คนที่มีเงินในบัญชีธนาคารมากมายมหาศาลก็ยังสั่นไหวด้วยความรู้สึกไม่มั่นคง ผมเชื่อว่านี่คือข้อเท็จจริงที่เราทุกคนสามารถรู้ได้ ดังนั้น ผมจึงออกจากบ้านไป บ้านที่ผมเคยคิดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย บ้านที่เป็นความหมายของความมั่นคง ออกจากบ้านโดยที่ไม่มีเงินติดตัว เพราะเงินคือความหมายของความมั่นคงด้วย ผมจะออกจากบ้าน จะไม่มีใครรู้จักผมอีกแล้ว ผมไม่มีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอยอีกแล้ว 

        มีวันหนึ่งที่ผมเหนื่อยจนหมดสภาพ นั่งอยู่ที่ริมถนน มีคุณยายแก่ๆ ที่บ้านอยู่แถวนั้นเดินมาดู เห็นผมดูเหมือนจะเป็นคนบ้าหรือคนไม่มีสติ ท่านรู้ว่าผมคงอิดโรย ท่านถามว่า กินข้าวแล้วหรือยัง ผมบอกว่า ยังไม่ได้กิน ท่านบอกผมว่า อย่าเพิ่งไปไหนนะ จะหาข้าวให้กิน สักประมาณ 10 นาที ท่านกลับมาหาผมพร้อมจานข้าวเปล่าในมือ พูดกับผมว่าข้าวสุกแล้ว แต่แกงยังไม่เสร็จ อย่าเพิ่งไปไหนนะ อย่าเพิ่งไปไหน เมื่อคุณยายกลับมาเป็นครั้งที่สาม จานข้าวใบเดิมพร้อมราดแกงปลาดุก ท่านยื่นมาให้ผม บอกผมว่าแกงปลาดุกร้อนๆ กินข้าวก่อน ผมยกมือไหว้ รับจานข้าวมารับประทาน 

        ขณะที่เคี้ยว ผมสัมผัสรสชาติของอาหาร น้ำตาผมไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก จนกระทั่งเมื่อผมทานอาหารจานนั้นหมด เหลือแต่ก้างปลาดุกในจาน ผมแหงนหน้าขึ้น ยกมือไหว้คุณยาย ผมบอกกับท่านว่า ผมกินข้าวมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันมื้อ ข้าวที่ผมใช้เงินซื้อมา แต่ผมลืมเสียหมดสิ้นว่าผมกินข้าวกินกับอะไรมาบ้าง แต่ข้าวราดแกงปลาดุกวันนี้จะเป็นอาหารมื้อหนึ่งซึ่งผมจะไม่ลืมไปชั่วชีวิต ผมจะใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุด   

        ความรู้สึกในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องการกิน แต่เป็นเรื่องของรสชาติชีวิต ผมไม่เคยสัมผัสรสชาติชีวิตแบบนี้มาก่อน ลองนึกตามนะครับ ว่าเรากินข้าววันละสามมื้อ มีกับข้าวเยอะแยะไปหมด แต่เราไม่เคยเห็นค่า เห็นความหมายของวัตถุที่เป็นอาหารแก่ชีวิตเราที่สัมพันธ์กันลึกซึ้งอย่างแบบนี้มาก่อน พอทานเสร็จ คุณยายท่านบอกอีกว่า อย่าเพิ่งไปไหน ท่านกลับเข้าบ้านไปแล้วกลับมาพร้อมกับถุงพลาสติกที่ในนั้นมีอาหาร มีของกินเยอะไปหมด ยื่นให้ผม 

        ผมยกมือไหว้แล้วบอกว่า ถ้าผมถืออาหารมา เราคงไม่ได้พบกัน เพราะการที่ไม่มีอาหารอยู่ในมือจึงทำให้ผมได้พบท่าน ขอให้ผมได้พบคนเฉกเช่นแม่บนหนทางข้างหน้าอีก ถ้าผมถือถุงนี้ไป ผมคงไม่ได้พบบุคคลเช่นแม่อีกแล้ว คุณยายคนนี้เข้าใจ ท่านรับถุงคืนและกล่าวขอให้ผมเดินทางปลอดภัย 

        เรื่องนี้มีความหมายคืออะไร เมื่อวันที่เราออกจากบ้านโดยที่ไม่มีอะไรติดตัว เราได้พบกับเพื่อนมนุษย์ที่มหัศจรรย์มาก ในอดีต เรามีเงินทอง เราเลยไม่ได้พบกับเพื่อนมนุษย์เลย เพราะเงินมาขวางกั้นความหมายบางอย่าง ประหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างแม่ค้าในตลาดกับลูกค้าที่เข้าไปซื้อของ เป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ลูกค้าหวาดระแวงว่าแม่ค้าจะโก่งราคา แม่ค้าก็กังวลว่าลูกค้าจะต่อรองราคา แม่ค้าจึงต้องบอกราคาแพงๆ ลูกค้าก็ต้องต่อราคา ความรู้สึกไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันและกันจึงเกิดขึ้น ผมรู้สึกดีที่ผมได้เดินออกจากสังคมตลาดมาสู่สังคมแห่งความสัมพันธ์ด้วยมิตรภาพแห่งความเป็นมนุษย์ ความรู้สึกแบบนี้เป็นความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก แต่ผมเชื่อว่าสิ่งนี้คือความหมายที่ผมได้เรียนรู้ 

        เมื่อผมกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ โลกใบเดิมนั้นกลับมีความหมายใหม่ ผมอยู่กับผู้คนเดิมๆ แต่ความสัมพันธ์หรือความรู้สึกไม่เหมือนเดิม เมื่อเราเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน โลกใบเดิมกลับกลายเป็นความหมายใหม่ ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ 

        แน่นอนว่าผมต้องใช้เงิน แต่ผมรู้สึกได้ถึงความหมายของเงินในรูปแบบใหม่ ถ้าเงินเป็นเจ้านาย มันจะเป็นเจ้านายที่ใจคอโหดร้ายมาก แต่ถ้าเงินเป็นผู้รับใช้ มันจะเป็นคนรับใช้ที่ดีมากเช่นเดียวกัน คำถามคือเราจะให้เงินเป็นเจ้านายหรือเป็นผู้รับใช้ ถ้าเราเลือกเงินเป็นเจ้านาย เขาจะบีบคั้นบังคับเรานานาสารพัด แต่หากเราเลือกให้เขาเป็นคนรับใช้ เขาจะซื่อสัตย์กับเรามาก หากเราต้องการแสดงออกถึงความเมตตาอาทร เราก็สามารถใช้เงินเพื่อเปิดเผยความเมตตาอาทรในใจเราได้ ถ้าเราต้องการแสดงความเคารพ แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี เงินก็สามารถแสดงออกซึ่งสิ่งเหล่านั้นได้ไม่ใช่น้อย ผมเข้าใจว่าเราต้องเข้าใจเล่ห์กล รู้เท่าทัน เพื่อที่เราจะสามารถหาเงินและใช้มันได้อย่างมีความหมาย 

บนเส้นทางชีวิตที่เราได้พบเจอผู้คนมากมาย ผู้คนเหล่านั้นก็มีผลต่อความหมายในชีวิตของเราด้วยใช่ไหม 

        การได้พบกับคนสักคนที่ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเรามีจุดนัดหมายกันไว้บนโลกใบนี้ เราได้พบกันตามนัดหมาย เหมือนเรานัดกับเพื่อนไว้สักที่หนึ่งแล้วเราได้พบกัน เขาเดินทางมาลำบาก รถติด ผมก็เดินทางมาลำบาก รถก็ติดเหมือนกัน แล้ววันหนึ่งเราได้เจอกันตามนัดหมาย ความรู้สึกของผมคือเรามีเวลาอยู่บนโลกใบนี้ในห้วงสั้นๆ แต่แล้ววันหนึ่ง ในห้วงสั้นๆ ณ จุดนั้น เราได้มาพบกัน การได้พบกันเป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่ เราได้บอกกล่าวกันว่าได้เรียนรู้จากกันและกัน 

        ลองนึกภาพตอนที่เรามีแฟน เราไม่ต้องมีคำถามว่าจะมาเจอะเจอกันทำไม ถ้าแฟนนัดเจอเรา แล้วเราถามเธอกลับไปว่านัดเจอทำไม เธอมีธุระอะไร แบบนี้ก็จบ (หัวเราะ) ถ้าเราตั้งคำถามกับการนัดเจอแฟนเพราะมันคือธุระ แบบนี้นี่จบเลย เราพบกันก็แค่อยากพบ มีความสุขที่ได้พบ ไม่ต้องมีกิจ ไม่ต้องมีธุระ แค่ได้พบกันก็เป็นสุขล้นพ้นแล้ว นั่นคือความหมาย เพราะความรักไงล่ะจึงมีความหมายที่ได้พบ 

        ครั้งหนึ่ง หลังจากที่ผมพูดในงานเสวนาจบแล้ว มีน้องคนหนึ่งยืนรอผมอยู่ เธอยกมือไหว้ แล้วถามว่าหนูขอถามอาจารย์สักคำถามได้ไหม ผมบอกว่า ได้สิครับ เชิญเลย แล้วเธอก็ถามผมว่าอาจารย์ หนูเกิดมาเพื่ออะไร ผมตอบว่า ไม่รู้ ผมไม่รู้ว่าคุณเกิดมาเพื่ออะไร ผมรู้อยู่อย่างเดียวว่าผมเกิดมาเพื่อพบคุณ ขอบคุณเป็นที่สุดที่คุณมารอพบผม ผมดีใจมากที่ได้พบคุณ นี่เป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของผม น้องคนนั้นน้ำตาไหลออกมา ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ผมรู้สึกว่ามีบุญอันยิ่งใหญ่ที่ได้พบกับคนหนุ่มสาวหนึ่งคน สองคน หรือหลายคนที่เขายืนรอพบผม เรามาจากสวรรค์ เรานัดพบกันตรงนี้ แล้วเราได้พบกันตามนัดหมายแล้ว โดยไม่ต้องถามว่ามาพบกันทำไม พบเพื่ออะไร ก็รักกัน เหมือนกับตอนที่เราเดินขึ้นเขา ก็อยากเดิน มีความสุข ถ้าเรามีร่างกายที่เดินได้ 

        ร่างกายที่เดินได้นี้มีห้วงเวลาอันจำกัด วันหนึ่งผมจะเดินไม่ได้ ความสามารถในการเดินนี้ ความหมายของชีวิตร่างกายนี้ อีกไม่นานนับจากวันนี้ ผมก็จะเดินไม่ได้แล้ว อีกไม่นานนับจากนี้ ผมก็จะพูดอะไรไม่ได้อีกแล้ว วันนี้ผมพูดได้ ชีวิตวันนี้จึงมีความหมายที่งดงาม ผมมีความรู้สึกดีกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้ ด้วยความสัตย์จริงนะครับ อีกไม่นานก็จะไม่มีผมอยู่บนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้น ผมจึงรู้สึกดีเหลือเกินที่วันนี้เราได้มานั่งคุยกัน ได้บันทึกเสียงและเก็บความหมายนี้ไว้เพื่อฝากให้กับคนรุ่นต่อไป แม้ผมอาจจะไม่เจอพวกเขาในพื้นที่ทางกายภาพ แต่เราจะได้เจอกันในพื้นที่เชิงความหมายอันอยู่เหนือกาลเวลา

        สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน อยู่ที่ว่าเรื่องราวเหล่านี้ออกจากปากของใคร ด้วยสำนวนภาษาเช่นไร แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน ผมรู้สึกได้ถึงความหมายซึ่งเป็นสากล ความหมายที่ข้ามพ้นขอบเขตพรมแดนหรือกำแพงศาสนา ไม่ว่าจะนับถือสิ่งที่โดยชื่อแล้วคือศาสนาใด แต่ถ้าเราไปถึงจุดนี้เมื่อใด ก็จะพบว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสากลที่มีร่วมกันอยู่ในทุกศาสนา วันนี้ผมพูดถึงศรัทธา ศรัทธามีอยู่ในทุกศาสนา ความเชื่อคือสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่รางวัลของความศรัทธาคือเราจะได้เห็นในสิ่งที่เราเชื่อ 

นึกถึงตอนหนึ่งในหนังสือที่นกนางนวลโจนาธาน บอกกับซัลลิแวนเพื่อนของมันว่า ‘เมื่อเราพิชิตสถานที่ เราก็จะเหลือแต่ที่นี่ เมื่อเราพิชิตกาลเวลา เราก็จะเหลือแต่ปัจจุบัน และในระหว่างกลางของที่นี่และปัจจุบัน เธอไม่คิดหรือว่าเราอาจจะได้พบกันอีกสักครั้งหรือสองครั้ง’ 

        เป็นเรื่องของการอยู่กับปัจจุบัน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ สิ่งนี้คือปาฏิหาริย์ คือความมหัศจรรย์ของชีวิตนี้ ถ้าเมื่อใดเราสามารถอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ได้ ตรงนี้คือสรวงสวรรค์

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภาคิน วลัยวรางกูร

Content Creator - adB JUNIOR

*ที่เห็นในแก้วคือน้ำเปล่า

เรื่องโดย

ภควดี จรูญไพศาล

Content Creator - adB JUNIOR

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง