Pain and Gain: จากวันที่จมดินสู่วันที่เป็นต้นไม้แห่งดอกผลและร่มเงา โดย สีตลา ชาญวิเศษ

Painkiller
23 Oct 2019
เรื่องโดย:

สีตลา ชาญวิเศษ

สำหรับคนที่เชื่อในพระเจ้า เรื่องหนึ่งที่ทุกคนย่อมรู้คือ พระเจ้ารักเรามาก รักถึงขนาดว่าอยากให้เราเกิดมาบนโลกนี้ เพราะพระเจ้าอยากมีเราให้พระเจ้าได้รัก ทว่าในเวลาดีๆ การเชื่อเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในเวลาทุกข์ใจ กลับยากเหลือเกินที่จะทำใจยอมรับว่าพระเจ้ารักเรา เพราะถ้าพระเจ้ารักเราจริง หรือรักเสียยิ่งกว่าพ่อแม่รักเรา ก็แล้วทำไมพระเจ้าถึงอนุญาตให้เราเจ็บปวด หรือยอมให้เราทุกข์ใจได้

        สำหรับตัวเรา (ผู้เขียน) เรามักจะนึกถึงการเปรียบเปรยหนึ่งซึ่งอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล ที่เปรียบชีวิตคนเหมือนกับต้นไม้ คำเปรียบเปรยนี้ได้ถูกนำมาตีความไว้อย่างน่าสนใจโดย ไมเคิล ทอดด์ (Michael Todd) นักเทศน์ผิวสีชาวอเมริกันที่กำลังได้รับความนิยมมากทางยูทูบ อยู่ในซีรีส์การเทศน์ชื่อ Planted Not Buried ซึ่งเราอยากจะเล่าเรื่องนี้ผสมผสานกับประสบการณ์ส่วนตัวให้คุณได้เห็นภาพว่า ทำไมเราถึงเชื่อว่าพระเจ้ารักเรา ทั้งที่พระเจ้ายอมให้เราเสียใจ

        สมมติว่าเปรียบชีวิตกับต้นไม้ เป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือการเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ออกดอกออกผลและเป็นร่มเงาให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ ทว่ากว่าจะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ก็ย่อมผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘ขั้นตอน’ (process) ทั้งนั้น 

 

1.

        ขั้นตอนแรกคือ ‘เมล็ดพันธุ์ที่อยู่ใต้ดิน’ หากเทียบขั้นตอนนี้กับชีวิต เปรียบได้กับช่วงมืดมน ทว่าในความมืดมนไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นตายไปแล้วเสมอไป ก็เหมือนกับเมล็ดพันธุ์ต้นไม้ การที่มันอยู่ใต้ดิน สำหรับคนนอกที่มองเข้ามาอาจเข้าใจไปว่าเมล็ดพวกนี้ตายแล้ว แต่ความเป็นจริงภายในดินอาจมีการกำเนิดและเติบโตอยู่ 

        นึกย้อนถึงตัวเรา (ผู้เขียน) ที่เคยอยู่ในสภาพที่มืดมน หมดความหวัง เคยนึกว่าตัวเราคงไม่มีอนาคตที่สดใสอย่างที่เคยฝันไว้ตอนเด็กๆ เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่ทางตัน หรือเรื่องที่เราเชื่อมั่นว่ามันจะเกิดขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เกิดขึ้นสักที เราก็มักคิดไปว่าสิ่งนั้นตายแล้วแน่ๆ ทว่าพอผ่านชีวิตมา เราได้เห็นว่าในช่วงเวลามืดมิดหรือวิกฤต เมล็ดพันธุ์อันบอบบางซึ่งก็คือตัวเราค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละช้าๆ ความเปราะบางค่อยๆ แกร่งขึ้นทีละนิดๆ เหมือนกับรากและลำต้นของเมล็ดพันธุ์ที่ค่อยๆ งอกออกมา แม้จะอยู่ใต้ดิน มันไม่ได้ตาย แต่มันกำลังโต

        ในทางกลับกัน ถ้าลองมองในมุมพระเจ้า การให้คนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ใต้ดิน อาจแปลได้ว่าพระเจ้ากำลังปกป้องเราอยู่ เพราะในช่วงที่เรายังเล็ก กำลังหัวใจของเรายังไม่แข็งแรงพอ เราอาจโดนนกโดนอีกามาคาบไปกินได้ ฉะนั้นการอยู่ใต้ดิน แม้จะมืดมิด แต่อาจเป็นวิธีที่พระเจ้าพยายามปกป้องเราจากความไม่พร้อม เช่น เวลานั้นเราอาจมีนิสัยไม่ดีบางอย่างที่ไม่พร้อมสำหรับการมีความสัมพันธ์ ถ้าเกิดพระเจ้าส่งคนที่ใช่มาให้เรา แต่ให้ในเวลาที่เราไม่พร้อม การส่งคนรักมาให้อาจกลายเป็นคำสาปมากกว่าการอวยพร 

        หรือเช่น เราฝันอยากเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่ตอนนั้นเรายังขาดมุมมองที่แหลมคมและความเข้าใจในการทำธุรกิจ พระเจ้าก็อาจจำเป็นต้องให้เราไปผ่านช่วงตกอับ ผ่านการโดนโกง ผ่านมรสุมที่ทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่าง เหตุผลไม่ใช่เพราะพระเจ้าต้องการสาปแช่ง แต่ต้องการให้เราเติบโตจากความเจ็บปวดเหล่านั้น เพราะต้องการเตรียมตัวเราสู่วันข้างหน้า ซึ่งเปรียบได้กับขั้นตอนถัดมาคือ

 

2.

        ‘ช่วงลำต้นโผล่พ้นดิน’ เมื่อรากและลำต้นเริ่มแกร่งขึ้นแล้วมันก็จะค่อยๆ โผล่ขึ้นมาเจอแสงสว่าง ทว่าในเวลาที่โผล่พ้นดิน ถ้าต้นไม่แข็งแกร่งพอ หรือรากไม่แน่น ต้นไม้ก็เสี่ยงกับเหล่าสัตว์ หรือแดด ลม น้ำ ที่จะเข้ามาทำลายได้ ฉะนั้น หากชีวิตเราไม่ผ่านช่วงมืดมิดจนแข็งแกร่งระดับหนึ่ง มันจะกลายเป็นเรื่องอันตรายได้ ถ้าพระเจ้ายกเราขึ้นมาไวไป ซึ่งคุณคงเคยเห็นชีวิตหลายคนที่ประสบความสำเร็จไวไป กล่าวคือ พวกเขาออกมาเฉิดฉายสู่แสงสว่างหรือสปอตไลต์ในเวลาที่พวกเขายังไม่พร้อม ผลที่เกิดขึ้นคือพวกเขาจบลงด้วยความเจ็บปวดหรือล้มตายกับชีวิตที่ยังไม่สุกงอม

        สำหรับช่วงเวลานี้ มันคือช่วงเวลาแห่งการเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ลำต้นเริ่มใหญ่ขึ้น แต่ปัญหาหรือเรื่องท้าทายก็มากขึ้นตามมา เช่น เราเริ่มจับทางธุรกิจได้บ้างแล้ว แต่ระหว่างนั้นก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคแต่ละวันมาเรื่อยๆ บางครั้งก็เป็นปัญหาเก่าแต่ใหญ่ขึ้น บางครั้งก็เป็นปัญหาใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนจนรู้สึกหวาดกลัว แต่ต้นไม้จะเติบโตได้ก็คือช่วงนี้แหละ ในระหว่างที่เราสาละวนกับการฟันฝ่า หลายครั้งเราไม่ทันได้รู้สึกตัวว่าเราแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าเดิม

        บางคนอาจจมอยู่ใต้ดินนาน แต่พอโผล่ขึ้นมาบนดิน ใช้เวลาเพียงไม่นานก็โตเร็วกว่าคนอื่น ซึ่งคนแบบนี้ก็เปรียบได้กับ ‘ต้นไผ่’ ไผ่บางต้นจะอยู่ใต้ดินสี่ห้าปีเลยก็มี แต่พอวันที่โผล่ขึ้นมาบนดินก็สูงขึ้นเป็นฟุตภายในหนึ่งวัน ฉะนั้น ไม่ว่าชีวิตของคุณอยู่ในสภาพแบบไหน แต่ขออย่าได้ประเมินตัวเองต่ำไป บางครั้งการอยู่ใต้ดินนานๆ ก็มีผลให้เวลาโผล่ขึ้นมาบนดินใช้เวลารวดเร็ว ก็เป็นไปได้เหมือนกัน

 

3.

        ‘ดูแล รดน้ำ พรวนดิน และตัดแต่ง’ มีคนเปรียบไว้ว่าพระเจ้าก็เหมือนเจ้าของสวนที่คอยดูแล รดน้ำ พรวนดินให้เหล่าลูกๆ ที่เหมือนต้นไม้ของพระองค์ แต่ถ้าคุณเคยเห็นคนทำสวน คุณจะรู้ว่า นอกจากหน้าที่ดูแลต้นไม้แล้วคนสวนก็ต้องคอยตัดแต่งกิ่งไม้ ต้องคอยกำจัดวัชพืช 

        พูดอีกอย่างคือ ถ้าอยากเติบโตขึ้น เราจะต้องตัดบางอย่างออกจากชีวิต เช่น เราอาจต้องยอมเจ็บปวดจากการตัดเพื่อนบางคนออกไป เพราะเพื่อนกลุ่มนี้คือคนที่ทำให้เราสนุกก็จริง แต่เขาก็เหนี่ยวรั้งไม่ให้เราเติบโต หรือบางคนต้องยอมตัดธุรกิจบางตัวออกไป เพราะธุรกิจนั้นทำให้เขานิสัยเปลี่ยน กลายเป็นคนอารมณ์ร้อน กลายเป็นคนไม่ยอมใคร กลายเป็นคนทิ้งครอบครัว เป็นต้น

        ซึ่งความเจ็บปวดแบบนี้เป็นความเจ็บปวดที่ต้องอาศัยความกล้าหาญมาก เหตุผลไม่ใช่ว่าเราเลือกไม่ได้ แต่เพราะเราเลือกได้ที่จะทำนี่แหละถึงเจ็บปวด คงคล้ายๆ กับคนบอกเลิกแฟน ที่คนส่วนใหญ่นึกว่าฝ่ายถูกบอกเลิกต้องเจ็บกว่าแน่นอน แต่ความเป็นจริงคนขอเลิกก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน เพราะต้องแบกรับความรู้สึกผิดเอาไว้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การใช้ชีวิตก็เหมือนกับต้นไม้ ถ้าเราไม่รู้จักตัดอะไรออกเลย ต้นไม้ชีวิตของเราจะโตได้อย่างไร 

        กุหลาบจะออกดอกใหม่ได้ เกิดจากการตัดกิ่งออก เช่นกัน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าชีวิตกำลังถูกตัดอะไรบางอย่างออก หรือคุณกำลังตัดสินใจจะตัดอะไรบางอย่าง แต่ลังเลจนไม่ได้ทำเสียที ขอให้คิดถึงขั้นตอนนี้ไว้ว่า การตัดไม่ใช่เรื่องแย่ แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการเติบโต

 

4.

        ‘ออกดอกออกผล’ เมื่อต้นไม้ฝ่าแดด ฝ่าฝน ฝ่าลม ฝ่าศัตรู รวมทั้งผ่านการดูแลและตัดแต่ง ก็ถึงช่วงเวลาที่ต้นไม้มาถึงเป้าหมายของมัน คือการออกดอกออกผลและเป็นร่มเงาให้สิ่งมีชีวิตนานา ถ้าเปรียบชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร ก็อยากให้นึกถึงบุคคลในดวงใจที่คุณรู้สึกว่าพวกเขาคือแหล่งของความสงบ ความอบอุ่น การดูแลปกปัก ซึ่งหลายคนอาจจะนึกถึงพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายของตัวเอง

        บุคคลเหล่านี้ที่ทำให้คุณรู้สึกถึงความสงบและอุ่นใจได้นั้น ส่วนสำคัญเป็นเพราะพวกเขาได้ฟันฝ่าความเจ็บปวดมามากจนเขาแข็งแกร่ง สามารถดูแลและรู้วิธีให้ความสบายใจแก่เราได้ ถามว่าชีวิตพวกเขาปราศจากความทุกข์ยากไหม? ก็ไม่ใช่ เพราะขึ้นชื่อว่าชีวิต ยังไงก็ต้องมีความทุกข์ เพียงแต่ว่าลำต้นของพวกเขาใหญ่และแข็งแกร่งมาก จนทนทานกับสิ่งกวนใจหรืออุปสรรคต่างๆ ที่วิ่งเข้ามา 

        หรือถ้าลองจินตนาการว่าคุณเติบโตเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ ไม่ใช่แค่คุณจะแข็งแกร่ง แต่คุณยังสามารถผันเอาความบีบคั้นต่างๆ ในชีวิตแล้วเปลี่ยนมันเป็นดอกอันสวยงามหรือผลไม้อันหอมหวานได้ด้วยเช่นกัน 

        ยกตัวอย่างเช่น ตัวเรา (ผู้เขียน) เคยผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดจากความรักแบบแสนสาหัส เคยผ่านช่วงเวลาทำงานที่ไม่มีใครเห็นค่า ไม่มีใครยื่นโอกาสเข้ามาให้ ตอนนั้นเราหมดอาลัยตายอยากมาก เราเกลียดชะตาชีวิตตัวเองเหลือเกินที่ต้องมาเจออะไรอย่างนี้ แต่เราพยายามเชื่อว่ามันต้องมีสิ่งดีๆ ในชะตาชีวิตอยู่บ้างสิ เราเลยให้โอกาสตัวเองค่อยๆ เดินออกมา ผลคือเราค่อยๆ เห็นว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และไม่น่าเชื่อว่าเราได้มีโอกาสนำความทุกข์ที่ผ่านมามาเป็นบทเรียนไว้แนะนำคนอื่นๆ บางครั้งเวลาให้คำปรึกษา ยังนึกในใจเลยว่า ถ้าไม่ใช่ตัวเองผ่านเรื่องแบบนี้มา คงจะอธิบายหรือแนะนำใครไม่ได้แน่ๆ

        ซึ่งช่วงที่เราได้เป็นฝ่ายให้ ช่วงเวลานี้แหละคือสิ่งที่ย้ำเตือนว่า ความเจ็บปวดในแต่ละขั้นตอนของชีวิตคือของขวัญมากกว่าคำสาป ในวันที่เราเจ็บปวดตัวเรามักมองมันเป็นคำสาป แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับเห็นว่าคำสาปคือของขวัญอันล้ำค่า เพราะความเจ็บปวดคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้ หลังๆ มาเราเลยโอบรับความเจ็บปวดเป็นเหมือนเรื่องปกติ บางทียังคิดเลยว่า ถ้ามีความเจ็บปวดเข้ามา แสดงว่าเรากำลังจะได้เติบโตขึ้นอีก

        และที่แน่ๆ คือเราเห็นแล้วว่า พระเจ้าต้องรักเรามากๆ  เพราะการที่ใครสักคนที่รักเรามากๆ อนุญาตให้เราเจ็บปวดได้ แน่นอนว่าเขาย่อมเจ็บปวดกว่าเราหลายเท่า ก็คล้ายกับเวลาที่พ่อแม่ลงโทษ พ่อแม่ที่รักเรามากๆ ย่อมทุกข์ใจไม่น้อยไปกว่าตัวเรา แต่ถ้าพวกเขายอมให้เราเจ็บปวดได้ แสดงว่าเขาเห็นแล้วว่าเขายอมเจ็บปวดเพื่อให้เราได้ดี 

        และนี่อาจเรียกว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการยอมเสียใจเพื่อให้คนที่เรารักได้สิ่งที่ดีเพื่อตัวเขาเอง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สีตลา ชาญวิเศษ

คนทำงานด้านกลยุทธ์คอนเทนต์ นักเขียน นักการตลาดที่ชอบทำงานกับเกษตรกรและชุมชน