Pain and Gain: ฉันไม่อยากจะเก็บความเจ็บปวดไปจนวันสุดท้ายของชีวิต โดย ฝน ศนันธฉัตร

Painkiller
29 Oct 2019
เรื่องโดย:

a day BULLETIN Team

คลื่นๆ คลื่นๆ… เสียงคลื่นกับลมทะเลกระทบชายฝั่ง ชายหาดในตอนกลางคืนแม้จะมืดมิด แต่ก็มีแสงจากไฟทางเดินที่สว่างพอจนทำให้ยังมองเห็นผู้คนตัวเล็กๆ เดินไปมาในเวลาค่ำคืนเช่นนี้

        ฉันเขียนบทความนี้ขณะอยู่ในห้องพักแห่งหนึ่งของโรงแรมที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ 

        ดึกแล้วแต่ฉันยังไม่รู้สึกถึงอาการง่วงเหงาหาวนอน จึงใช้เวลาในค่ำคืนนี้ลองมานั่งคิดทบทวนหัวข้อที่ฉันได้รับมอบหมายมาให้ลองเขียนบทความ

        “ตื่นเต้นไม่ใช่น้อยแฮะ” ฉันบอกกับตัวเองขณะลองคิดว่าอยากจะสื่อสารความรู้สึกหรือมุมมองอะไรบางอย่างไปถึงคุณ… คนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ แต่แทนที่ฉันจะเริ่มเปิดโน้ตบุ๊กคู่ใจ ลงมือพิมพ์ตัวอักษรหลายๆ ตัวเพื่อเติมเต็มหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า ฉันกลับนั่งมองทะเลและปล่อยใจให้ออกไปโลดแล่นกับหัวข้อที่ฉันได้รับมา นั่นคือ ‘ยุคสมัยแห่งความเจ็บปวด’ 

         ความเจ็บปวดเหรอ… เอาจริงๆ นะ ตัวฉันเองลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าความเจ็บปวดของตัวฉันนั้นเกิดขึ้นล่าสุดตอนไหน เมื่อไหร่ ไม่ใช่ว่าฉันเป็นมนุษย์ที่ไม่รู้จักความเจ็บปวดนะ รู้สิ รู้ดีเลยแหละ แต่ความเจ็บปวดนี่แหละที่สอนให้ฉันรู้ว่า ฉันต้องผ่านมันไปให้เร็วที่สุด เพื่อจะก้าวต่อไป เพื่อจะเริ่มวันใหม่ ถ้าฉันอยู่กับความเจ็บปวดไปเรื่อยๆ เจ้าความเจ็บปวดก็จะกัดกินชีวิตฉันวันละเล็กวันละน้อย บางครั้งความเจ็บปวดก็มอบน้ำตากับเสียงสะอื้นให้ฉันได้รับประทานแทนมื้ออาหาร และฉันก็ไม่ได้อยากจะลิ้มรสของมันบ่อยๆ หรอกนะ แต่บางครั้งฉันก็เลือกไม่ได้ ทำได้แค่หวังว่าจะผ่านมันไปให้ไวขึ้นกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา 

 

        ฉันอยากจะแชร์เรื่องหนึ่งให้คุณได้อ่าน เผื่อว่าเราจะมีประสบกาณ์ร่วมกัน และฉันหวังว่าฉันจะเป็นเหมือนเพื่อนอีกคนของคุณที่ทำให้คุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น คือเมื่อหลายปีก่อนฉันได้มีโอกาสเข้าเวิร์กช็อปการแสดง คุณครูท่านหนึ่งก็ให้โจทย์ว่า เล่าเรื่องที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต เรื่องที่ทำให้เราต้องมีน้ำตาหรือยังฝังใจอยู่ เมื่อได้รับโจทย์มา ฉันก็กลับไปนั่งคิดนอนคิดอยู่ระยะใหญ่ว่าสิ่งที่ครูถามถึงนั้นมันเป็นเรื่องไหนในชีวิตฉันกันแน่นะ จนแล้วจนเล่าฉันก็หาคำตอบไม่ได้ จนเผลอนึกไปเองว่า หรือฉันนั้นไม่ค่อยมีเรื่องร้ายๆ ในชีวิต เอ… มันก็ไม่ใช่นะ หลายๆ เรื่องก็หนักหนาสำหรับฉัน แต่ก็ไม่เห็นจะเจอเรื่องไหนที่ทำให้ฉันต้องนั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่เป็นอาทิตย์ๆ นะ จนกระทั่งวันที่กลับมาเจอคุณครูอีกครั้ง ฉันจึงเลือกตอบไปว่า ไม่มีนะคะ ไม่เห็นมีเรื่องไหนทำให้หนูรู้สึกว่ามันคือความเจ็บปวดที่ฝังใจสุดๆ หนูมีเรื่องนี้ๆ เกิดขึ้น แต่ตอนนั้นหนูก็ไม่ร้องไห้นะครู ไม่รู้ทำไม หนูสงสัยว่าทำไมตัวหนูตอนนั้นไม่เห็นจะเสียใจ 

        คุณครูจึงเล่าให้ฟังว่า เวลาที่คนคนหนึ่งเจ็บ การแสดงออกจะต่างกัน เช่น บางคนเจ็บสิบแต่แสดงออกร้อย บางคนเจ็บร้อยแต่แสดงออกสิบ ขณะที่บางคนเจ็บมากแต่ขำกลบเกลื่อน บางคนแกล้งเจ็บเพราะรู้ว่าเป็นวิธีหนึ่งในการทำให้คนบางคนสนใจตัวเองได้มากขึ้น

        ฉันจึงได้ลองมาทบทวนความรู้สึกตัวเองใหม่ กับหลายๆ เรื่องที่ฉันได้ปล่อยผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความรู้สึกต่างๆ จึงพรั่งพรูกลับเข้ามาในความรู้สึกอีกครั้ง มันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ เหมือนความเจ็บปวดที่ยังค้างอยู่ จริงๆ แล้วไม่เคยหายไปไหนเลย 

        จึงพบว่า เออ… น่าแปลก แค่เรื่องเรื่องหนึ่ง คนเราก็แสดงออกต่างกันแล้ว แล้วยิ่งเวลาเจอเรื่องหนักๆ ในชีวิต แต่ละคนก็มีมาตรวัดความเจ็บปวดไม่เท่ากันไง คือความเจ็บไม่ใช่แค่ทางกาย ถ้าแผลข้างนอกรักษาตามอาการ แป๊บเดียวก็หาย แผลข้างในเนี่ยสิ รักษายังไงก็ไม่หายสักที ยิ่งยื้อยิ่งเจ็บ ยิ่งยืด ยิ่งเรื้อรัง แผลอักเสบ ลุกลาม เผลอๆ แผลหายแล้วยังอุตส่าห์ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้ดูต่างหน้าอีก เจ็บใจจะตาย

        ในฐานะนักแสดงที่เพิ่งรับรู้ว่าตัวเองเป็นผู้บาดเจ็บประเภทไหน คือเวลาที่ฉันเจ็บ ตัวฉันรับรู้แหละว่า เฮ้ย เจ็บเว้ย แต่ไม่อยากรู้หรอกว่าแผลจะใหญ่แค่ไหน ไม่รู้เลือดออกเยอะไหม ไม่อยากมอง ไม่อยากรับรู้ อยากให้ผ่านจุดนี้ไปไวๆ เวลาใครถาม ก็จะบอกว่าไม่เป็นไร แผลแค่นี้เอง ทั้งที่จริงๆ มันแค่ไหนฉันเองก็บอกไม่ได้ด้วยซ้ำ เป็นแผลปุ๊บก็จะรีบหาย หายมันในวิสองวิ.เนี่ยแหละ เหมือนฉันเอาปลาสเตอร์ไปแปะไว้ แผลมันไม่ได้หายไป มันแค่ถูกบังไว้รอเวลาสมานก็แค่นั้นเอง ฉันเป็นแบบนี้ มีแผลก็แปะปลาสเตอร์ มีแผลอีกก็แปะอีก แปะมันไปงั้นๆ ไม่เคยรักษาสักที แค่อยากให้ความเจ็บมันพ้นไปให้ไวที่สุด นานวันเข้า กลับมาดู แผลยังอยู่ที่เดิม พอเปิดปลาสเตอร์ออกมา ความรู้สึกที่ถูกกลบไว้มันกลับมาอีกแล้ว มันกลับมามากกว่าเดิมด้วย เพราะไม่เคยถูกรักษาเสียที นานวันเข้ากว่าจะได้รักษา เผลอๆ ลามไปไหนต่อไหนแล้ว 

        วันที่ได้มาจัดการกับความรู้สึกแบบนี้ เหมือนฉันได้รื้อห้องเก็บของ ได้จัดเรียงของใหม่ทั้งหมด ได้ทำให้ความรู้สึกในใจได้ชะล้างทุกอย่างออกไป เชื่อไหม ฉันไม่อยากจะเก็บความเจ็บปวดไปจนวันสุดท้ายของชีวิต รู้ตัวอีกทีก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว หมดเวลา ใครจะไปรู้ว่าแต่ละคนมีเวลาเท่าไหร่ ฉันเคยลองคิดนะว่า ถ้ามันมีนาฬิกาจับเวลาให้ทุกคนได้เห็นว่าเรามีชีวิตเหลือเท่านี้ อยากรู้ว่าจะยังใช้ชีวิตแบบเดิมกันไหม ยังจะยอมให้เวลาผ่านไปไหม อยากให้สิ่งที่ตกค้างอยู่ได้แก้ไขไหม เพราะชีวิตจริงมันไม่มีไทม์แมชีน แล้วก็ไม่ได้มีนาฬิกานับถอยหลังอยู่ แต่เวลาไม่ได้เดินหน้า ฉันว่ามันกำลังนับถอยหลังอยู่ แต่ไม่รู้ว่าใกล้หรือไกลไง เหมือนขับรถแบบไม่รู้จุดหมาย น่ากลัวจะตาย พูดแล้วก็หดหู่ใจนะ ฉันลองคิดว่า ถ้าฉันเกิดมาใช้ชีวิตเพื่อหาเงิน เพื่อแก่แล้วก็รักษาตัวเอง เพื่อยื้อเวลาตายอะนะ เอาจริงดิ ถ้ามีชีวิตไว้แค่นี้จะมีทำไมนะ เกิดมาครั้งเดียวเอง จะเกิดอีกไหมก็ไม่รู้ ถ้าชาติหน้ามีจริงจะเป็นคนอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้

        ฉันมักถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่อจะทิ้งอะไรไว้ให้คนรุ่นหลังเห็นค่าเราจริงๆ เหรอ ในเมื่อตัวเราเองนั่นแหละที่ควรจะรู้คุณค่าของเราที่สุด ถ้าตายไปแล้วก็ไม่รู้สึกแล้วจริงหรือเปล่า อยากทำอะไรก็ทำเสียตอนนี้นี่แหละ อยากเรียนอะไรใหม่ๆ อยากสร้างประสบการณ์อะไรเอาไว้ มันก็ต้องเจอด้วยตัวเอง ตอนนี้ ตรงนี้ ถ้าอยากรู้สึกมันก็ต้องทำให้ตัวเราเองมีความสุขตอนที่ยังอยู่บนโลกเนี่ยแหละ

        สำหรับฉันแล้ว ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น ยุคสมัยอาจจะไม่มีผลเท่าระยะทางของเวลา ที่เขาว่ากันว่าเวลาจะเยียวยาทุกอย่าง ฉันว่ามันก็มีส่วนจริงๆ นะ ความเจ็บปวดเกิดขึ้นเสมอ แต่อยู่ที่ว่าจะผ่านไปได้อย่างไร ช้าเร็วแค่ไหน ฉันอาจจะเป็นผู้โชคดีที่ได้รับรู้แล้วว่าความเจ็บปวดของตัวฉันในวันนี้คืออะไร ฉันมีโอกาสได้รื้อมันออกมา จัดเรียงใหม่ ทำให้ฉันจัดการกับมันและผ่านพ้นมาได้ ฉันหวังว่าคุณที่อ่านบทความนี้อยู่จะผ่านความเจ็บปวดของคุณไปได้เช่นกัน และอยากให้รู้ว่าคุณไม่ใช่ผู้บาดเจ็บที่กำลังเจ็บปวดอยู่คนเดียวในยุคสมัยที่ใครๆ ก็ดูมีความสุข ดูประสบความสำเร็จกันเสียหมด ฉันก็เผลอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อยๆ จนทำให้ตัวเองเจ็บ 

        แต่สุดท้ายแล้วความเจ็บปวดของแต่ละคนคงใช้ไม้บรรทัดเดียวกันไม่ได้ ความสุขและความสำเร็จก็เช่นกัน เราไม่ใช่เขา เขาไม่ใช่เรา ทุกคนมีจังหวะชีวิตเป็นของตัวเอง ฉันก็คงทำได้แค่จัดการชีวิตของฉัน ตามกติกาที่ชีวิตของฉันมี และผ่านมันไปอย่างที่ตัวฉันจะภูมิใจกับตัวเองเท่าที่ทำได้

 

        คลื่นๆ คลื่นๆ

        คลื่นยังส่งเสียงดังอยู่ แต่เสียงในหัวของฉันสงบลงแล้ว ผู้คนที่เคยเดินผ่านไปมาก็บางตาลงแล้ว คงถึงเวลาที่จะปล่อยให้โลกสีดำเข้าปกคลุมม่านตาของเรา ราตรีสวัสดิ์ แด่ตัวฉันในคืนนี้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

a day BULLETIN Team

Where the Conversations Begin: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่