Pain and Gain: พังก็ (ค่อยๆ) สร้างขึ้นใหม่ได้ โดย สว่าง ทองดี

Painkiller
5 Nov 2019
เรื่องโดย:

สว่าง ทองดี

ความเป็นมนุษย์ปุถุชนนี่นะ จริงยิ่งกว่าสัจธรรมที่จำต้องประสบ ก็คือเราต่างต้องประคองชีวิตในแต่ละช่วงกันไป ซึ่งมีทั้งจังหวะผ่อนคลายและยุ่งยากสลับสับเปลี่ยน หากตั้งรับทันก็ดีไป แต่ถ้าสติกระเจิงก็มีหืดขึ้นคอกันบ้างกว่าจะผ่านพ้นไปได้ เป็นแบบนี้แหละ ทำไงได้ ในเมื่อไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะบรรลุอรหันต์โสดาบัน ก็ต้องพยายามหาเคล็ดลับจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่ ‘เหลิง’ เมื่อเจอเรื่องดีๆ และจะได้ไม่ ‘หลุด’ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่เป็นดังหวัง

        ราวสามเดือนก่อน หลังกลับจากทริปเดินทางไกลปีเศษ (ผมไปปั่นจักรยานผจญภัยในทวีปอเมริกาใต้) รู้ดีแหละว่าเป็นเรื่องปกติที่สุดที่ต้องเข้าสู่ระยะปรับตัวปรับใจ เข้าสู่โหมดที่ต้องตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไรต่อกับชีวิต แม้จะรู้เต็มอกเช่นนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็หนีไม่พ้นเจอกับอาการ ‘งง’ ถึงขั้นรู้สึกลอยเท้งเต้งในสุญญากาศชีวิต อาการก็ประมาณ ‘รู้ความเป็นไปข้างในตัวเอง แต่ไม่รู้จะสรรหาวิธีสื่อสารความกระอักกระอ่วนข้างในอย่างไรดี’

        อาการแบบนี้ใช่ไม่คุ้นชิน มันมาเยือน แล้วก็ผ่านไป แล้วก็กลับมาอีก รู้นั่นแหละว่าครั้งนี้ก็ไม่แตกต่าง ความพะอืดพะอมจะผ่านพ้นไปในที่สุด แต่ขณะที่ตกอยู่ในวังวนวันหม่นนี่เป็นอะไรที่แสนทรมาน เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ที่สุด

        ช่วงแรกจัดการด้วยวิธีง่าย (คิดสั้น) จะอะไรเสียอีก ถ้าไม่ใช่การกิน (และดื่ม บ้าง) ค่ำมืดดึกดื่นนี่แหละเวลาดีสำหรับการเหล่านี้ รู้อีกนั่นแหละว่าเป็นเพียงการแก้ขัด แต่คนมันไม่มีความสุขก็ไขว่คว้าสิ่งที่อยู่ใกล้มือก่อน ผลตามมาคือภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือนน้ำหนักพุ่ง หลับก็ไม่เต็มอิ่มเพราะกระเพาะลำไส้ไม่ได้พัก แถมยังมีอาการกรดไหลย้อนอีกกรณีด้วย จากน้ำหนักหกสิบกลางๆ เป็นเจ็ดสิบต้นๆ ในขณะที่จิตก็ดิ่งลงสู่ความมืดดำอย่างมีนัยสำคัญ สภาพจิตใจจากตกกระไดสองสามขั้นก็เข้าสู่ขั้นตกตึก

 

        พัง (มาก) ถึงจุดที่ทนความรู้สึกและร่างอันหนักอึ้งไม่ไหวอีกต่อไป จึงบอกกับตัวเอง ‘ไม่ไหวแล้วอะ ช่วยทำอะไรสักอย่างเหอะ ช่วยเรียก (การเคารพ) ตัวเองกลับมาทีเถอะ’

        ในจุดตกต่ำเช่นนี้สติใช่จะสตรอง สมองตื้อๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก แค่จะคิดบวกสักนิดหน่อยนี่แทบจะต้องเค้นเอาพลังชีวิตแทบทั้งหมดออกมาทีเดียว ว่าแล้วจึงตัดสินใจด้วยวิธีที่เห็นว่าน่าจะเวิร์กสุด ณ ขณะนั้น คือไปซื้อรองเท้าผ้าใบมือสองมาคู่หนึ่ง แล้วออกเดิน โดยใช้ตรรกะว่าให้ร่างกายได้ขยับไปพร้อมกับจิต เผื่อทั้งสองสิ่งจะคุยกันรู้เรื่องมากขึ้นบ้าง จำได้ว่าค่ำแรกออกย่ำเท้าไปบนไหล่ทางหลวงใกล้บ้าน เสียบหูฟัง เดินเกือบสองชั่วโมง เหนื่อยวัวตายควายล้มมากถึงมากที่สุด

        นับจากวันนั้น การเดินออกกำลังกายเริ่มกลายเป็นกิจกรรมทำประจำแทบทุกวัน เฉลี่ยสองชั่วโมงต่อวัน เยอะสุดห้าชั่วโมง ส่วนใหญ่เสียบหูฟังให้เพลงเป็นเพื่อนขณะย่างก้าว สลับสับเปลี่ยนเส้นทางเดิน ทั้งในย่านชุมชน เดินบนฟุตพาท ในสวนสาธารณะ รอบบึง กลางทุ่ง เส้นเทรลขึ้นลงดอย บางทีก็เดินสลับวิ่งเหยาะๆ เดินเสร็จก็จบด้วยการยืดเส้นยืดสายกึ่งๆ ทำโยคะ มีทำซิตอัพ กรรเชียงบก และวิดพื้นด้วยเล็กน้อย

        การเดินกลายเป็นกิจกรรมที่ชื่นชอบ เพราะได้เริ่มสงบศึกกับตัวเอง ขณะเหงื่อผุดปุด สมองก็โล่ง ส่งผลโดยตรงต่อจิตใจ รู้สึกสงบมากขึ้น สติค่อยๆ กลับมา คิดอ่านอะไรก็อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงโดยไม่ดราม่าเกินควร เมื่อเดินแล้วรู้สึกดี จึงไม่ต้องเข็นตัวเองให้ออกไปเดิน 

        ผลพลอยได้ซึ่งเป็นเป้าหมายรอง ก็คือการเผาผลาญสารอาหารสะสมส่วนเกิน การเดินไม่ใช่กิจกรรมรีดไขมันบริเวณหน้าท้องได้มากเหมือนการวิ่ง แต่จังหวะสม่ำเสมอ ก้าวฉับๆ โดยไม่เหนื่อยหอบนี่แหละที่เป็นกุญแจสำคัญ หนึ่งเดือนถัดมา จึงเริ่มเห็นผลโดยแทบไม่ต้องกดดันตัวเองให้ลดน้ำหนัก ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ทำควบคู่กับการควบคุมอาหารด้วย ไม่ตามใจปากอีกต่อไป เรียกว่าเป็นการกินอย่างมีสติ พักหลังมานี้เห็นคนนิยมการกินแบบคีโตเจนิกส์หรือการอดมื้ออาหาร ซึ่งเห็นว่าฮิตกันในหมู่ผู้บริหาร พยายามหาข้อมูลตามแหล่งต่างๆ แต่มาถึงข้อสรุปว่า สำหรับตัวเองแล้วขอเลือกกินอย่างสมดุลดีกว่า เพราะน่าจะส่งผลดีในระยะยาวมากกว่า

        อีกอย่างที่ทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร ก็คือการฟังและอ่านสิ่งที่เป็นสาระเพื่อหล่อเลี้ยงและช่วยปรับความคิด ปัจจุบันหาแหล่งข้อมูลดีๆ เหล่านี้ไม่ยาก หาฟังพอดคาสต์ดีๆ คำเทศนาและคำแนะนำจากนักจิตวิทยาในยูทูบ ไม่ก็หาเวลาสนทนาธรรมหรือถกปรัชญากับเพื่อนฝูง ไปโบสถ์ วัด สุเหร่า เพื่อร่วมพิธีและปฏิบัติธรรมก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี เหล่านี้ถือว่าเป็นการกินอาหารสำหรับจิตใจ ถ้าเรายังกินอาหารเพื่อให้ร่างกายฟังก์ชัน เราก็ควรหล่อเลี้ยงใจด้วยอาหารที่มีประโยชน์ด้วยสิ จริงไหม 

        ณ ขณะนี้ ผมเดินต่อเนื่องแทบทุกวันมาได้สองเดือนแล้ว ตั้งใจจะเดินต่อไปเรื่อยๆ ยังคงชื่นชอบและเห็นว่ามีประโยชน์มาก เป็นกิจกรรมช่วยปรับสมดุลร่างกายและชีวิตที่ดีมากอย่างหนึ่ง หากใครกำลังอยู่ในภาวะจิตอึมครึม แนะนำว่าลองออกเดินดู ไม่แน่ว่าจากที่รู้สึกว่าจิตหมองคล้ายเมฆห่มคลุมตลอดเวลา อาจเห็นฟ้าค่อยๆ เปิด สมองโปร่งโล่งมากขึ้นก็เป็นได้

        When in doubt walk it out!

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สว่าง ทองดี

นักท่องโลก (โลโซ) ด้วยจักรยาน เดินทางมาเกือบครบทุกประเทศในเอเชีย ปั่นเที่ยวหลายประเทศในยุโรป ผจญภัยนิดหน่อยในแอฟริกา ล่าสุดเพิ่งไปลุยทวีปอเมริกาใต้ แม้วัยจะเลยหลักสี่ แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะยึดไลฟ์สไตล์เดิม คือทำงาน เก็บเงิน เดินทาง เป้าหมายใหม่ขณะนี้คือหางานทำระหว่างทางเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับเมืองไทยบ่อยๆ ล่าสุดกำลังจะเริ่มทำงานในไร่กาแฟ ณ ปานามา