sauce: กว่าจะ pain ปก a day BULLETIN 11 ปี #painkiller

Painkiller
28 Oct 2019
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

Highlights

การออกแบบที่ดีคืออะไร? หนึ่งในคำถามอันเป็นปัญหาของวงการออกแบบ ที่ทั้งลูกค้าและบริษัทต่างถกเถียงและตบตีกันมาโดยตลอดว่าสุดท้ายแล้วการออกแบบที่ดี ควรจะดีตามใจของลูกค้าหรือตามสไตล์และรสนิยมของบริษัทที่พวกเขาจ้างให้มาออกแบบให้กันแน่

       สำหรับ sauce บริษัทออกแบบในกลุ่ม Tastematter เองแล้ว พวกเขาเชื่อว่าการสร้างงานออกแบบที่ดีสักหนึ่งชิ้น สิ่งแรกที่ควรใส่ใจให้มากที่สุดคือ ‘ตัวตนและเรื่องราวของลูกค้า’ ที่ต้องถ่ายทอดออกมาให้ชัดเจนเท่าที่จะทำได้ โดยที่พวกเขาจะทำตัวเป็นเหมือน ‘ซอส’ ที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารจานหลักอย่างลูกค้ามีรสชาติออกมาชัดเจนมากยิ่งขึ้น

        “สิ่งสำคัญคือต้องมองว่าตัวเองไม่ได้เป็นศิลปิน เราเป็นดีไซเนอร์ที่คอยแก้ปัญหาให้ลูกค้าด้วยวิธีการแตกต่างกันไป เพราะถ้ามันเหมือนกันหมด แบรนดิ้งของลูกค้าก็จะไม่ชัดเจน จะกลายเป็นว่าพวกเขากลืนเป็นซอสแทบทั้งหมด”

        ทำให้วันนี้เราชวนคุณไปพูดคุยกับ ‘ต้น’ – ชาญวิทย์ สรรพานิช, ‘ติ๊ง’ – ปลายฝน จันทร์ปัญญา และ ‘ต่อ’ – วสุพล สรรพานิช สมาชิกในกลุ่มผู้บริหารหลักของเครือซอสถึงขั้นตอนและวิธีการสร้างตัวตนและเอกลักษณ์ของลูกค้าออกมาอย่างไรให้ดูโดดเด่นมากที่สุดในตลาด รวมไปถึงขั้นตอนในการออกแบบหน้าปกนิตยสาร a day BULLETIN ฉบับที่ 614 ที่ทาง sauce ได้รับโจทย์ให้ออกแบบตัวตนภายใต้คำว่า Painkiller อีกด้วย

 

sauce
ปลายฝน จันทร์ปัญญา, ชาญวิทย์ สรรพานิช, วสุพล สรรพานิช

บริษัทออกแบบที่ไม่ได้สร้างแบรนดิ้ง แต่สร้างตัวตน

        ปลายฝน: จริงๆ แล้วเวลาลูกค้าจะเลือกบริษัทออกแบบ สิ่งที่ควรจะดูคือทั้งสไตล์และขั้นตอนการทำงาน เพราะถ้าพูดถึงตัว sauce เองจริงๆ งานเราก็มีเอกลักษณ์ชัดเจนประมาณหนึ่ง เขาถึงเลือกเราก่อน เป็น first impression แต่ลูกค้าก็จะต้องให้ความสำคัญกับขั้นตอนที่พูดถึงด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะไม่เข้าใจทันทีหรอก เราก็ต้องพยายามอธิบายให้เข้าใจถึงความสำคัญของอะไรแบบนี้

 

        ชาญวิทย์: ผมมองว่าตอนนี้โลกของเรามันเปิดมาก ทุกคนมีอินเทอร์เน็ต ทุกคนสามารถทำลูกชิ้นเองได้ ทุกคนสามารทำครีมเองได้ สามารถทำร้านอาหารเองได้ และผมก็เชื่อว่าร้านพวกนี้ก็จะเหมือนกันไปหมด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่บริษัทออกแบบจะทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณแตกต่างคือการเล่าเรื่องราวและทำตัวตนของคุณให้ชัดเจน ซึ่งแบรนดิ้งก็จะมีหน้าที่ในส่วนนี้ เพราะมันสามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าการปรับเปลี่ยนแค่โลโก้อยู่มาก สมมติเราสร้างเรื่องราวของลูกชิ้นให้เขา การมีแบรนดิ้งคอยนำทางให้เขาเข้าใจว่างานของตัวเองคืออะไร ทำให้เขารู้จักตัวตนมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าเข้าใจเองว่าในส่วนอื่นๆ นอกจากป้ายหรือโลโก้ต่างๆ แล้ว มีส่วนไหนบ้างที่ต้องปรับอีก มันอาจทำให้เขาอาจต้องปรับขนาดลูกชิ้น เพิ่มรสชาติเข้าไป ซึ่งสิ่งนี้ผมมองว่าบริษัทจะทำตัวเป็นซอสให้เอกลักษณ์เขาชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ลูกชิ้นร้านนั้นเด่นขึ้นมาในตลาด

สำคัญที่สุดต้องรู้จักลูกค้า

        ชาญวิทย์: เหตุผลที่เราต้องใช้เป็นชื่อเครื่องปรุงอย่างซอส ผมมองว่างานสร้างแบรนดิ้ง งานกราฟิกเป็นเหมือนซอสที่เราจิ้มน้ำเกรวี จิ้มในเฟรนช์ฟรายส์ คอยเติมรสชาติ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์หลักจริงๆ แต่จะมาปรุงแต่งให้จัดจ้านขึ้น มีเสน่ห์ขึ้น 

 

        ปลายฝน: เพราะฉะนั้น การที่จะทำตัวเป็นซอสได้ เราต้องเข้าใจอาหารหลักอย่างลูกค้าก่อน โดยวิธีการทำงานของเราคือต้องสำรวจ พูดคุย กำหนดทิศทางลูกค้าก่อนแบรนดิ้งในขั้นตอนใดๆ… นี่เป็นสิ่งแรกที่สำคัญที่สุดเพราะมันจะกำหนดทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ทั้งหมด และหลังจากนั้นเราจะประชุมกันเพื่อหาทิศทางของรูปแบบให้ลูกค้าเลือก แล้วต่อด้วยการเลือกว่าจะเปลี่ยนแบรนดิ้งเป็นสิ่งของอะไรบ้าง เหมือนการทำซอส ก่อนที่จะมีซอสอร่อยเราจะต้องมีวัตถุดิบที่ดี

 

        ชาญวิทย์: เวลาจะดึงเอกลักษณ์ของลูกค้า เราใช้วิธีสำรวจ 2 แบบคือจากภายในและภายนอกลูกค้า จริงๆ ผมมองว่าภายในตัวลูกค้าเขามีภาพในหัวบางส่วนอยู่แล้วว่าอยากทำแบบไหน เราก็พยายามดึงภาพนั้นออกมา แต่แค่นั้นมันไม่พอ เราเลยต้องหาปัจจัยภายนอกเพิ่มเติม เช่น ลูกค้ามีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหนบ้าง กลุ่มเป้าหมายของลูกค้าคือใคร เป็นวัยรุ่นหรือผู้สูงอายุ เทรนด์ในตลาดของลูกค้าเป็นอย่างไร แล้วเราก็เอาสองอย่างนี้มารวมกัน

 

        ปลายฝน: จริงๆ คือเราช่วยตีกรอบความคิดของลูกค้าให้เขาเห็นเป็นรูปร่าง เพื่อที่จะให้ทำแบรนดิ้งได้แบบไม่หลงทาง เพราะเราคิดว่าการสร้างแบรนดิ้ง ไม่ใช่การออกแบบให้ดูสวยหรูอย่างเดียว แต่ต้องให้เขารับรู้ถึงคุณค่าของมัน เขาจึงจะใช้งานแบรนดิ้งของเราได้อย่างยั่งยืน

ร้านขายศิลปะที่ลูกค้าสามารถเลือกได้

        ชาญวิทย์: อย่างที่บอกไปว่าช่วงที่สำคัญที่สุดคือการคุยเพื่อตีกรอบความคิดลูกค้าออกมาในขั้นตอนแรก ที่มันสำคัญมากเพราะว่าเราได้สร้างโจทย์กับลูกค้า กำหนดกรอบและทิศทางไว้ให้ชัดเจนแล้ว ซึ่งจะมีประโยชน์มากในช่วงที่เราจะเดินงานในขั้นตอนต่อไป มันก็จะเป็นไปตามกรอบที่เราคุยกัน ซึ่งถ้าลูกค้าจะเสนออะไรหรือบอกปัดอะไร เราก็จะไม่เป๋ไปตามลูกค้า เพราะคุยกันตอนแรกไว้ละเอียดดีแล้ว ถ้าที่เขาเสนอมามันยังอยู่ในกรอบเราก็ลองปรับตามเขาดู แต่ถ้าเขาเสนออะไรมาก็ไม่รู้ เราก็จะใช้กรอบตรงนี้คอยแย้งเขา

 

        ปลายฝน: หลังจากได้ก้อนแรกที่สำคัญที่สุดแล้ว เราจะไปด้วยไดเรกชันในการดีไซน์ เราจะทำแบบให้เขาเลือกหลายๆ อย่างซึ่งมาจากคีย์เวิร์ดในก้อนแรกจากการประชุมกับลูกค้าเรื่องทิศทางแบรนด์ โดยเราพยายามจะดักทุกทางที่ลูกค้าคิดได้ เพราะงานทุกอย่างที่อยู่ในก้อนแรกก็จะวนอยู่ตามที่เราเสนอไป ซึ่งเราก็จะมีหลายแบบแตกต่างกันไปให้ลูกค้าเลือก และเมื่อเลือกอันหนึ่งแล้วเราก็จะลงรายละเอียดในดีไซน์และแพ็กเกจ เป็นไปตามขั้นตอนงาน

 

        ชาญวิทย์: เพราะบางทีจะเกิดปัญหาว่าเวลาเราสร้างภาพในหัวคร่าวๆ ออกมาให้ลูกค้าดูแล้ว แต่การที่เขาไม่ได้อยู่วงการดีไซน์ก็จะไม่รู้ว่ามี ‘ไอเทม’หลายอย่างสามารถใช้ได้ในแบบที่เขานึกไม่ถึง เช่น โมชันกราฟิก, การจัดนิทรรศการ หรือการทำแพ็กเกจจิ้งอย่างพวกกระเป๋าต่างๆ ที่บางทีเขาอาจจะคิดว่ามันดูธรรมดาน่าเบื่อ แต่ในความเป็นจริงสิ่งเหล่านี้สามารถใส่ลูกเล่นได้เยอะมาก ซึ่งเราก็จะพยายามรวบรวมทั้งหมดนี้ให้เขาเลือกตามที่ชอบ เหมือนเป็นช่วงที่ลูกค้าสามารถช้อปปิ้งได้ (หัวเราะ)

 

sauce

มีขั้นตอนต้องบอกเขาให้เข้าใจ

        ชาญวิทย์: การที่ลูกค้าจะเข้าใจขั้นตอนการทำงานของเราได้นั้นก็ต้องมีวิธีการนำเสนอ เราจะมีช่วงที่อธิบายเขาให้เข้าใจขั้นตอนการทำงานทั้งหมดของเราก่อน อย่างเช่น งานล่าสุดบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง เราก็ขอเข้าไปทำเวิร์กช็อปกับลูกค้าก่อนจะเริ่มงานทั้งหมด เพื่อให้เขาเข้าใจว่าทำไมเราถึงจะต้องมีขั้นตอนแบบนี้ ซึ่งก็มีทั้งการทำพรีเซนเทชันเป็นร้อยหน้า รวมไปถึงยกกรณีตัวอย่างลูกค้าที่ผ่านมาว่าทำแบบนี้มันเห็นผลจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากนะ ผมก็คิดเหมือนกันว่าเขาจะเชื่อเราหรือเปล่า แต่ผลตอบรับก็ออกมาดี เพราะเราทำเต็มที่ เราพยายามให้เห็นว่าความตั้งใจเราดีจริงๆ

 

        วสุพล: ตอนแรกที่ลูกค้าเข้ามา เขาก็ไม่รู้หรอกว่ามีขั้นตอนมากมายขนาดนี้ คือเขาอยากได้แค่โลโก้อันเดียวเอง ผมก็จะคอยแย้งเขาว่า ไม่ได้ครับ สิ่งที่เราพยายามบอกคือ “Your brand is not logo, your logo is not your brand.” ถ้าคุณจะสร้างแบรนดิ้งจริงๆ มันต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่เราพยายามอธิบายว่ามันมีความซับซ้อนกว่าการมีโลโก้แค่อันเดียวมาก  

ขั้นกว่าของการสร้างใหม่คือการเสริมแต่งของเก่า

        ปลายฝน: แต่ถ้าพูดถึงการรีแบรนดิ้งยากกว่าการแบรนดิ้งปกติมาก เพราะการรีแบรนดิ้งมีปัญหาเยอะกว่ามาก อย่างแรกเลยคือเจ้าของแบรนด์เขาจะรักงานเก่าที่เคยใช้มาอย่างยาวนานมาก ซึ่งมักจะขอให้มีอะไรเหมือนเดิมไว้อยู่ตลอด เขามักจะพูดประมาณว่า ขอวงกลมอยู่เหมือนเดิมได้ไหม ขอนกตัวนี้อยู่ในโลโก้เหมือนเดิมได้ไหม แต่คือเรากำลังรีแบรนดิ้งอยู่ (หัวเราะ) จริงๆ ถ้าสิ่งเหล่านี้สามารถคงอยู่ได้ก็จะพยายามเก็บไว้ เพราะมันการคือดูแลใจลูกค้าไม่ให้เขาใจหายเกินไป อธิบายตรงความยากให้เห็นภาพมากขึ้นคือเราต้องทำอย่างไรก็ได้ ให้ขาข้างหนึ่งอยู่แบรนด์แบบเก่าและอีกข้างหนึ่งอยู่ในภาพลักษณ์ใหม่

        ชาญวิทย์: อย่างแรกสุดเลยคือต้องคุยเป้าหมายก่อนว่ารีแบรนดิ้งไปเพื่ออะไร จากนั้นเราจะเริ่มรีเสิร์ชสิ่งที่เขาต้องการว่าเป็นอย่างไร เช่น อยากให้แบรนด์ดูเด็กลง เราก็ไปดูว่าเด็กเขาชอบอะไร หรืออยากให้แบรนด์ดูมหาชนต้อนรับอาเซียน เราก็ไปเริ่มเสิร์ชว่าเราทำสิ่งใดได้บ้าง ซึ่งจริงๆ แล้วในส่วนนี้ก็จะมีความคล้ายกับการสร้างแบรนดิ้งที่ต้องหากรอบใหม่ให้เขา แต่จะต่างตรงที่การรีแบรนดิ้งต้องรักษาความดั้งเดิมเอาไว้ด้วย

a day BULLETIN คือไดอารีประจำวัน

        ชาญวิทย์: ถ้าให้มองเร็วๆ เลย ผมคิดว่า a day BULLETIN คือไดอารีบันทึกการสนทนา ที่จะไม่ใช่บันทึกประจำวันว่าทำอะไร แต่เป็นเหมือนว่าคุยกับใครมา เพราะเขามักจะเน้นเรื่องบทสนทนากับผู้คนเป็นหลัก ซึ่งเขาจะจริงจัง จะสัมภาษณ์คน จะคุยกับคนกันทุกเล่ม 

 

         วสุพล: แต่จะเป็นการคุยแบบเจาะลึก มองหามุมที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่การพูดคุยแบบถามมาตอบไป ผมมองว่าเนื้อหาในการสัมภาษณ์เหมือนเรานั่งดูคนสองคนคุยกัน มีการแตกไปประเด็นอื่นๆ มีความเห็นต่างกัน มีความเป็นมนุษย์มากกว่า

 

        ปลายฝน: อีกอย่างคือเรื่องความสบายค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ sauce ก็มีเหมือนกัน เพราะพวกเราและเชื่อว่า a day BULLETIN ก็เหมือนกัน จะมีขั้นตอนการสร้างงานซึ่งเราก็จริงจังทำอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่อยากให้ตัวงานดูแข็งทื่อกับลูกค้าทั้งคู่  อย่างเช่น เวลาพวกเราทำงาน ในความเป็นจริงแล้ว เราก็จะยึดกฎ 7 ข้อกับลูกค้าทุกคนไม่ได้ ก็จะมีความยืดหยุ่นบ้าง เพราะบางทีลูกค้าบางคนก็ไม่เข้าใจจริงๆ เราก็อาจจะทำขั้นตอนเพิ่มหรือลดเพื่อให้เหมาะสมที่สุด และคิดว่า a day BULLETIN ก็จะมีวิธีสื่อสารกับผู้คนต่างกันไป ที่บางคนต้องตอบคำถามยากๆ หรือตอบไม่ตรงคำถามก็จะมีการปรับวิธีการพูดคุยเหมือนกับเราเพื่อให้ได้งานออกมาดีที่สุด

 

sauce

sauce

เจ็บปวดอย่างไรให้เข้าใจง่ายที่สุด

        ชาญวิทย์: สำหรับ a day BULLETIN ฉบับครบรอบ 11 ปีนี้ เราได้รับโจทย์มาคือ Painkiller ในตอนแรกก็นั่งคิดกันว่าคำนี้สำหรับเราจะกลายเป็นภาพอย่างไรได้บ้าง ก็เลยคิดกันต่อว่าการที่จะเป็นรูปอยู่บนปกนิตยสารได้นั้นต้องเข้าใจง่าย ผมเลยตีความให้ตรงประเด็นที่สุด เป็นเม็ดยา โรงพยาบาล พยาบาล ป่า ท้องฟ้า อะไรที่เป็นการรักษา เราเริ่มจากง่ายๆ ก่อนเลย ซึ่งทั้งหมดนี้ สิ่งที่โดนใจทางทีมเราคือโรงพยาบาลกับเม็ดยา เพราะคนเห็นแล้วน่าจะเข้าใจง่ายที่สุดว่าเกี่ยวกับรักษา จากนั้นเราก็มาคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้โรงพยาบาลน่าสนใจ ก็เลยเริ่มจากนำเอาโรงพยาบาลมาปรับให้เกี่ยวข้องกับหัวข้อคอลัมน์ในหนังสือ

 

        ปลายฝน: เรานำมาตีความแยกในแต่ละหัวข้อให้ออกมาเป็นภาพ แล้วคิดต่อว่าจะไปอยู่กับอุปกรณ์ในโรงพยาบาลที่จะดูเป็นมนุษย์มากกว่าเดิม เช่น หัวข้อ Journey of Life เราก็ใช้คลื่นหัวใจเป็นกราฟวิ่งเหมือนภูเขา แล้วกราฟนี้ก็พุ่งไปต่อกับหัวใจ ให้ของในโรงพยาบาลที่เลือกมีชีวิตขึ้นมานิดหนึ่ง ส่วนอีกอันที่เป็นเม็ดยา เราก็คุยกันว่าถ้าเป็นยาเฉยๆ จะดูเป็นสารพิษเกินไป เราอยากให้เป็นยารักษาใจมากกว่า ที่กินแล้วไม่ใช่แค่รู้สึกดีขึ้น แต่ยังบำรุงเหมือนกับวิตามินไปด้วย ก็เลยมาเริ่มดูกันว่าอะไรที่ดีต่อใจของคน แต่ยังอยู่ในฟอร์มของการเห็นเป็นเม็ดยา 

 

        วสุพล: เราคิดว่าเอาเม็ดยามาทำเป็นหน้าปกไปเลย แต่ตัวเม็ดยาเองก็จะมีรายละเอียดที่ทำให้ดูน่าค้นหา เราอยากให้คนอ่านสนุกสนานกับอีสเตอร์เอ้กต่างๆ ที่เราซ่อนเอาไว้ เช่น เลขที่ตรวจวัดสายตาก็จะมีเลข 11 ที่เป็นจำนวนปีครบรอบแอบเอาไว้อยู่  ซึ่งจะเข้าใจง่ายกว่าแบบโรงพยาบาล เลยคิดว่าทาง a day BULLETIN น่าจะเลือกแบบนี้ 

ต้องให้เห็นแล้วสงสัย

        ชาญวิทย์: อย่างที่บอกครับ เราชอบงานที่มีชีวิตชีวา งานขี้เล่น ก็เลยจะเป็นส่วนงาน 3 มิติ เพราะเรารู้สึกว่ามีประเด็นให้คนไปคิดต่อ มีรายละเอียดซับซ้อนดูน่าสนใจ ทาง sauce เองเลยอยากนำเสนอในส่วนของเราตรงนี้มาก เพราะอยากให้คนเห็นแล้วรู้สึกอยากคิดต่อครับ ซึ่งเราว่าการสร้างอะไรแบบนี้มันดูโดดเด่นและคุ้นเคยพอที่ทำให้คนหยิบขึ้นมาดู ก่อนจะคิดต่อว่าเริ่มมีสิ่งแปลกประหลาด ซึ่งเขาจะเชื่อมโยงเข้ากับเนื้อหาข้างในได้ง่าย เพราะรูปร่างพวกนี้เราก็อ้างอิงจากหัวข้อข้างในเล่มมาเหมือนกัน

 

        ปลายฝน: อย่างแรกเลยคืออยากให้คนรู้สึกว่า ยาอะไรวะ? เพราะมันมีลักษณะของความเป็นยาแต่ข้างในกลับดูแปลก ทำไมถึงมีก้อนเมฆอยู่ข้างใน ทำไมมีแอปเปิ้ลหรืออมยิ้มอยู่กับดินสอ 

 

sauce

sauce

แก้ปัญหาให้มากกว่าสร้างสรรค์

        วสุพล: จุดเด่นของเราไม่ใช่ในเชิงสไตล์ครับ แต่เป็นวิธีการทำงานที่เราปรับปรุงจากการเจอลูกค้ามากกว่า อันที่จริงพวกเราไม่มีการกำหนดสไตล์เลย อาจจะมีแอบให้เห็นบ้าง แต่ถ้ามากางพอร์ตดูแล้วงานเราก็จะหลากหลายมากๆ เพราะงานจะเปลี่ยนไปตามลูกค้าแต่ละคนเสมอ

 

        ชาญวิทย์: แต่ถ้าให้พูดถึงในเชิงสไตล์ของเราที่ไม่เอาไปผูกกับลูกค้าจริงๆ ผมคิดว่าจุดขายของเราคือชอบอะไรที่ดูมีสีสัน สนุกสนาน เราว่าการที่แบรนด์จะเตะตาคนได้ต้องดูสนุก ดูขี้เล่นหน่อยๆ ทำให้เราชอบแอบใส่ลูกเล่นให้ลูกค้าเป็นเซอร์ไพรส์ เหมือนซอสที่แอบเหยาะเข้าไปนิดหน่อย เช่น งานโมชันกราฟิก เราก็แอบปรับให้สามารถขยับไปขยับมาได้ ซึ่งลูกค้าก็มักจะแฮปปี้ มันดูมีชีวิตชีวามากขึ้น 

        สิ่งสำคัญคือต้องมองว่าตัวเองไม่ได้เป็นศิลปิน เราเป็นดีไซเนอร์ที่คอยแก้ปัญหาให้ลูกค้าด้วยวิธีการแตกต่างกันไป เพราะถ้ามันเหมือนกันหมด แบรนดิ้งของลูกค้าก็จะไม่ชัดเจน จะกลายเป็นว่าพวกเขากลืนเป็นซอสแทบทั้งหมดทั้งที่เราต้องมาเติมแต่งรสชาติให้เขา

ทำงานเป็นทีมจะไม่มีตัวตน

        วสุพล: เหตุผลที่ยุคนี้ยังต้องมีบริษัทออกแบบอยู่ก็เพราะวิธีการคิดเป็นขั้นตอน ผมมองว่าเป็นจุดแข็งที่สุดของสำหรับ sauce และผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ทีม ไม่สามารถทำคนเดียวได้ เพราะเราต้องทำงานให้ออกมากลม ไม่แหลมไปทางทีมงานของเราคนใดคนหนึ่ง เรามองข้ามประเด็นที่ว่าในยุคนี้ใครก็สามารถวาดโลโก้ออกแบบให้สวยเองได้ไปนานแล้ว เราสนใจจะวาดโลโก้อย่างไรให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่า ทำอย่างไรไม่ให้หลงไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ทีมก็จะมาช่วยกันคิด ช่วยกันวิเคราะห์ให้ออกมาดีกับลูกค้าที่สุด

 

        ชาญวิทย์: ข้อดีของการทำงานเป็นทีมอีกอย่างคือการช่วยลดตัวตนของตัวเองลงไป เพราะเราจะมีทีมคอยเอาไอเดียมาผสมกันไปเรื่อยๆ ซึ่งนั่นทำให้ในผลงานของเราจะไม่มีความคิดเองเออเองแล้ววาดออกมา ผลงานที่เสนอลูกค้าแต่ละอันจะเต็มไปด้วยเหตุผลรองรับตลอดจากการที่เราทำตามขั้นตอน

 

        ปลายฝน: แล้วพอขั้นตอนเป็นระบบ งานก็จะเข้าใจง่าย ลูกค้าจะเอาไปทำอะไรต่อก็ง่ายขึ้น เพราะว่าเขาเข้าใจสิ่งที่ได้มาว่ามาจากตรงไหน สมมติว่าสร้างงานจากในหัวเราอย่างเดียว เขาก็จะไม่เข้าใจงานที่เราส่งไป แต่พอทุกอย่างมันมีเหตุผลรองรับ มีขั้นตอน มีตรงนี้อธิบาย ลูกค้าเลยเข้าใจและเขาก็จะอินและรักในงานที่เกิดมาจากตัวเขาเองด้วย เขาก็อยากจะใช้ไปนานๆ  

จะออกแบบแบรนดิ้งที่ดี ต้องมีการออกแบบบริษัทให้ดีก่อน

        วสุพล: ต่างกันมาก ผมคิดว่างานแบบนี้ทำคนเดียวไม่ได้  คือจากที่ผมเคยเป็นฟรีแลนซ์ทำงานคนเดียวมาก่อน เราเข้าใจดีว่างานแบบนี้ไม่ควรมีตัวตนของคนวาด

 

        ชาญวิทย์: คือเราก็ต้องตีให้กลมอย่างที่บอกไปก่อน เราต้องทำให้งานไม่ได้เป็นตัวตนของทีมเราคนใดคนหนึ่งจนเกินไป ระบบทีมเลยเกิดขึ้นมา โดยในตอนแรกจะใช้แบ่งทีมกัน แบ่งเป็นทีม A ทีม B ทีมC จากหัวหน้าแต่ละคน แต่พอลองทำไปแล้วมันไม่เวิร์ก เพราะน้องในทีมแต่ละคนก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน เราเลยเริ่มเปลี่ยนมามองจากล่างขึ้นบนบ้าง เพราะเราเชื่อว่าคนหนึ่งคนมีความพิเศษกันแค่ไม่กี่อย่าง บางคนก็ถนัดกราฟิก บางคนถนัดวาด บางคนถนัดรีเสิร์ช เราพยายามจะใช้ความถนัดของทุกคนอย่างเต็มที่ ทำให้ขั้นตอนการทำงานนั้นเริ่มจากมองก่อนว่าแต่ละคนเก่งงานอะไร แล้วเราค่อยจัดทีมให้เป็นแต่ละด้านความถนัดแทน เป็นทีมวาด ทีมกราฟิก ทำให้โครงสร้างเปลี่ยนจากทำกัน 1 ทีม 1 งาน จะเป็น 1 งานหลายทีมร่วมกันทำ แต่ละคนละพาร์ตต่างๆ กันไป ซึ่งมันดีขึ้นมากเพราะน้องทุกคนจะได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่  แล้วพอเปลี่ยนมาใช้ระบบนี้ ผมเลยเข้าใจความจริงอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราอยากได้งานมีชีวิตชีวา เราต้องทำให้คนในออฟฟิศมีชีวิตชีวาก่อน พอเขาได้ทำงานที่ถนัด เขาก็มีความสุข งานที่ออกมาก็จะดีขึ้น

 


7 ขั้นตอนการทำงานที่ทำให้การออกแบบแบรนดิ้งดูแข็งแรงและชัดเจนขึ้นในสไตล์ sauce

        0. สอบถามถึงเป้าหมายในการสร้างแบรนดิ้ง เพื่อสร้างบรีฟที่ดีและความเข้าใจที่ตรงกันให้กับฝั่งลูกค้ารวมไปถึงฝั่งคนออกแบบ (เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด)

        1. ศึกษาข้อมูลของลูกค้า ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมไปถึงคู่แข่งและเทรนด์ของผลิตภัณฑ์

        2. นำข้อมูลมาวิเคราะห์สร้าง Key Message หลักก่อนจะแตกเป็นงานออกแบบ

        3. เริ่มสร้าง Design Direction ให้ลูกค้าเลือกในแบบที่ชอบ

        4. ทำ Corporate Identity ที่เหมาะสมกับลูกค้าทั้งโลโก้ กราฟิก ตัวอักษร สี

        5. ทำ Design Implementation ในการเลือกสื่อสำหรับใส่งานออกแบบลงไปให้เหมาะสมกับลูกค้า

        6. คุมการการผลิตหน้าโรงงาน ในเรื่องวัสดุ สี ให้ตรงตามแบบ

        7. การทำ Maintain Branding ติดตามลูกค้าต่อว่าสามารถใช้แบรนดิ้งได้ถูกต้องและเกิดผลประโยชน์สูงสุดหรือไม่

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง