Work and Play: ฝึกสมองประลองกับตัวตนเก่าของตัวเอง โดย ดร.นพ.ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์

Painkiller
29 Oct 2019
เรื่องโดย:

ภควดี จรูญไพศาล

ตัวเราเป็นตัวเราอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร? บางคนก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของจิตใจ บางคนก็เรียกว่าวิญญาณภายใน แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาพยายามศึกษาจากวัตถุสสารที่เป็นประจักษ์พยาน สามารถชั่งตวงวัดได้ชัดเจน นั่นคือสมอง

        สมองเป็นอวัยวะที่แสนมหัศจรรย์ มันมีวิวัฒนาการมาอย่างซับซ้อน นักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นคว้าเบื้องลึกและเบื้องหลังการทำงานของมันออกมาตีแผ่ จนรู้มากขึ้นว่าตัวเราเป็นตัวเราอย่างทุกวันนี้ก็ด้วยการทำงานของสมองตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิต

        ดังนั้น นิสัย บุคลิก พฤติกรรม การมองโลก ทัศนคติ และชะตาชีวิตของเราต่อไปในภายภาคหน้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลังลี้ลับของจักรวาล แต่ขึ้นกับการทำงานของสมองของเราในวันนี้ ว่าเราจะมีความสุข ความทุกข์ หรือเติบโตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

        เรามีโอกาสได้พูดคุยเรื่องวิทยาศาสตร์ของสมองกับ ดร. นพ. ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์ เพื่อทำความเข้าใจการทำงานของสมองในมุมวิทยาศาสตร์

        “ประสาทศาสตร์มีคอนเซ็ปต์ที่สำคัญคือ ทุกอย่างที่เป็นพฤติกรรมของเราเป็นผลมาจากสมอง ไม่มีสิ่งอื่นหรอก แต่ก่อนจะมีคอนเซ็ปต์ว่า mind กับ brain เป็นสองส่วนที่แยกออกจากกัน หรือมี soul อะไรอย่างนี้ แต่ด้วยคอนเซ็ปต์ของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน อาจจะถูกหรือไม่ถูกก็ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ละเอาไว้ ถ้าเชื่อว่าพฤติกรรมมาจากสมอง ทุกอย่างที่เราทำหรือสิ่งที่ทำให้เรามีพฤติกรรมที่แตกต่างกันก็เป็นผลมาจากสมองนี่แหละ การทำงานของสมอง ณ ช่วงเวลาที่ทำพฤติกรรม แม้จะเป็นคนคนเดิม แต่ภาวะในสมองตอนนั้นก็ไม่เหมือนกัน”

        บทสนทนากับนายแพทย์หนุ่มคนนี้น่าจะเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ณ วันนี้ของคุณไปจากเดิม เพื่อค้นหาวิธีการฝึกฝนและปรับปรุงให้มันนำพาตัวเองก้าวต่อไป

 

ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์

Neuroplasticity: ความสุขและความสำเร็จคือการบงการของสมอง

​        “เมื่อ 20-30 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสมองไม่มีการพัฒนาหลังจากช่วง 5-6 ขวบไป เราคิดว่าสมองหยุดเติบโตและหยุดเปลี่ยนแปลงแล้ว ดังนั้น ถ้าหลังจากนั้นเกิดอุบัติเหตุกระทบกระเทือน สมองก็จะฟื้นตัวกลับมายาก ซึ่งนั่นก็จริงอยู่ส่วนหนึ่ง

        “มาระยะหลัง นักวิทยาศาสตร์พบว่าพฤติกรรมที่เราทำซ้ำๆ ก็กลับเข้าไปเปลี่ยนแปลงกายวิภาคหรือสรีรวิทยาของสมองได้ หมายความว่า ไม่ใช่แค่สมองทำให้เกิดพฤติกรรม แต่การฝึกฝนสมองคือการกระทำที่ย้อนเข้าไปเปลี่ยนสมองของเรา

        “สมองส่วนต่างๆ ทำงานไม่เหมือนกัน เช่น สมองส่วนหน้าคอยควบคุมพฤติกรรม นอกจากนี้ก็จะมีสมองส่วนการรับภาพ การได้ยิน การรับสัมผัสจากผิวหนัง มีรายละเอียดลงไปถึงขนาดที่ว่า ถ้าเราไปกระตุ้นที่ผิวสมองส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็จะทำให้นิ้วมือกระตุก จนเราสามารถ map ออกมาได้ว่าสมองจุดไหนรับสัมผัสจากส่วนไหนของร่างกาย

        “เมื่อทดลองต่อไปโดยนำลิงมาขยับนิ้วชี้ข้างหนึ่งไปสัมผัสกับโต๊ะ แล้วตรวจดูว่าเซลล์สมองส่วนใดทำงาน และสามารถระบุตำแหน่งเล็กๆ ในสมองที่สัมพันธ์กับการสัมผัสนิ้วชี้ข้างนั้น เขาจับลิงมาทำซ้ำๆ ไปสักระยะหนึ่ง แล้วก็ตรวจดูสมองของลิงอีกครั้ง พบว่าเซลล์ที่รับผิดชอบการรับการสัมผัสของนิ้วชี้ข้างนั้นมีจำนวนมากขึ้น นี่จึงกลายเป็นคอนเซ็ปต์เรื่อง Neuroplasticity คือสมองมีความสามารถเปลี่ยนแปลง เพื่อรับใช้งานที่เราทำบ่อยๆ อาจจะไม่ต้องสร้างเซลล์ใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนหน้าที่การทำงานของสิ่งที่มีอยู่แล้วไปทำงานที่ใหม่แทน

        “ดังนั้น ถ้าเราทำอะไรซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงถึงระดับกายวิภาคของสมอง เซลล์ประสาท (neuron) ที่ทำงานพร้อมกันบ่อยๆ จะเกิดการเชื่อมต่อกัน ยิ่งทำซ้ำ การเชื่อมต่อก็แข็งแรงมากขึ้น เหมือนการสร้างซูเปอร์ไฮเวย์ไว้ในสมอง ทำให้มีความชำนาญและใช้พลังงานในการคิดน้อยลง ซึ่งจริงๆ แล้วการคิดนั้นเปลืองพลังงาน ในการทำงานของสมอง เราคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจแล้วทำ เป็นกระบวนการที่ใช้พลังงาน”

ฝึกฝนสมองประลองตัวเอง

        “Neuroplasticity ของสมองเราทุกคนมีเยอะมากในช่วงวัยเด็ก และก็จะน้อยลงเรื่อยๆ ในตอนโต (แต่ก็ยังมี) มันจึงสมเหตุสมผลว่าพอเราอายุมากขึ้น พลังงานเราน้อยลง เราก็ปรับเปลี่ยนสมองได้ยากขึ้น

        “ในขณะที่ชีวิตของเรา ในการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน เราต้องการซูเปอร์ไฮเวย์ในเรื่องต่างๆ มากขึ้น ถ้าเรามีความอดทนที่จะทำอะไรซ้ำๆ ไปนานพอ ย่อมเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ พฤติกรรมของเราสร้างได้ ไม่ใช่ว่าเกิดมาขี้เกียจ ฉันก็เป็นคนขี้เกียจแบบนี้แหละ แล้วหลังจากนั้นฉันก็ต้องขี้เกียจไปตลอดชีวิต

        “เราเลือกได้… ถ้ามีสิ่งที่อยากจะทำ ถ้าเราตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และถ้าเรามีความอดทนที่จะทำพฤติกรรมหนึ่งๆ ไปนานพอ มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นนิสัย เปลี่ยนแปลงสมองเราให้เป็นไปในลักษณะนั้น ​

        “เพราะสิ่งที่เราทำวันนี้จะมีผลต่อสิ่งที่เราเป็นในอนาคต ไม่ใช่แค่ในระดับการจดจำเรื่องราว แต่เป็นในระดับนิสัย บุคลิก การพูดการจา การกระทำ และการตอบสนองของเราทั้งหมด เราจึงต้องเคี่ยวกรำพฤติกรรมวันนี้ให้เกิดเป็นอัตโนมัติ”

 

ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์

ทางด่วนชื่อสมอง

        “ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด เราจะมีชีวิตรอดบนโลกนี้ได้อย่างไร วิธีหนึ่งคือเรียนรู้สิ่งที่ต้องใช้บ่อยๆ แล้วทำให้มันมีประสิทธิภาพ นั่นคือการสร้างซูเปอร์ไฮเวย์ไว้ในสมอง เวลาต้องการใช้งานทักษะใดๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย เพราะมีซูเปอร์ไฮเวย์อยู่แล้ว ทำให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีการสิ้นเปลืองพลังงานน้อยลง เราจะมีพฤติกรรมที่กึ่งอัตโนมัติ ซึ่งสมองเราทุกคนมีซูเปอร์ไฮเวย์แบบนี้เยอะมาก

        “ยกตัวอย่างเช่น เราอยู่ในงานปาร์ตี้ มีเสียงคนเต็มไปหมด แต่พอมีใครพูดถึงเราขึ้นมา เราจะสะดุดหู เฮ้ย มีคนพูดถึงเราหรือเปล่า นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Cocktail Party Phenomenon แสดงว่าสมองเรารับรู้ชื่อของเราได้ไว เสียงในงานปาร์ตี้มีตั้งกี่ร้อยคำในช่วงเวลาหนึ่งๆ ฟังก็แทบจะไม่ออกด้วยซ้ำว่ามีคำว่าอะไรบ้าง แต่พอเป็นชื่อเราปั๊บ สมองมันกรองขึ้นมาเลย คือโดยนัยหนึ่ง สมองรู้ว่านี่คือชื่อเรา ก่อนที่เราจะรู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะมันมีชุดคำสั่งซึ่งทำบ่อยๆ และก็พร้อมที่จะใช้งานทันที เหมือนตอนเริ่มฝึกขับรถครั้งแรก เรายังงงว่าเวลาเลี้ยวมือไม้จะอยู่ตรงไหน แต่ถ้าขับเป็นแล้วเราก็ขับรถไปคุยกับเพื่อนไปได้

        “นอกจากทักษะต่างๆ แล้ว ในการคิดตัดสินใจเรื่องต่างๆ เราไม่ได้ใช้เหตุผลและไม่ได้ดูข้อมูลอย่างเดียว เรายังใช้ซูเปอร์ไฮเวย์ด้วยเช่นกัน เช่นเมื่อมีปัญหาเรื่องหนึ่งเข้ามา เรามีแนวโน้มที่จะตัดสินใจเลือกไปทาง A แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็น A แสดงว่าสมองเราทำงานตัดสินใจให้เราไปแล้วส่วนหนึ่ง

        “ทุกครั้งที่ได้รับข้อมูลเข้ามา สมองจะพยายามประยุกต์กฎง่ายๆ ที่ใช้แล้วถูกบ่อยๆ มาใช้ก่อน มันเกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีต ชุดประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็ทำให้เราตัดสินใจไม่เหมือนกัน”

ความเจ็บปวดและสิ่งที่ได้มา

        “ภาวะที่คนรู้สึกหดหู่หรือซึมเศร้า เราต้องเข้าใจว่าเมื่อเขาอยู่ในภาวะนั้นนานๆ เขาอาจจะไม่สามารถคิดถึงสิ่งดีๆ ในแง่ดี หรือพูดกับตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่พูดกันมาก่อนหน้าว่าการทำงานของสมองนั้นอยู่นอกเหนือความรู้สึกตัวหรือความควบคุมอยู่ประมาณหนึ่ง คือมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เยอะ

        “อย่างไรก็ตาม ในแง่ของวิวัฒนาการ ความรู้สึกในแง่ลบ เช่น ความเศร้าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อที่จะให้เราเติบโต ไม่มีความเศร้าไม่ได้ และต้องมีไปจนถึงจุดหนึ่งซึ่งหนักหน่วงพอที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราไม่ควรไปคิดว่าความเศร้าเป็นส่วนที่ชีวิตนี้ไม่ควรจะมี 

        “แนวความคิดเรื่องว่าชีวิตควรมีแค่ความสุขไม่มีความทุกข์เลย มีแต่ความสมบูรณ์ไม่น่าจะเป็นแนวความคิดที่ healthy เปรียบเหมือนเราซื้อรถใหม่ แล้วไม่อยากให้มีรอยขูดขีดแม้แต่นิดเดียว มันเป็นไปไม่ได้ เมื่อเราตั้งธงแบบนี้แล้ว ถ้ามันเกิดรอยแม้นิดเดียว มันจะไม่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป เรื่องสุขภาพก็เช่นกัน 

        “ถ้าเราคิดได้อย่างนี้แล้ว เราควรจะต้องไปหาวิธีที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไม่มีความทุกข์ เมื่อสถานการณ์เลวร้ายดำเนินเข้ามา ก็ต้องปล่อยให้เรามีความทุกข์ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน อยู่อย่างไม่สมบูรณ์ นี่เป็นวิธีเดียวที่ทำให้เราขึ้นไปที่บันไดอีกขั้นหนึ่งได้ เรียกว่าการเติบโต

        “อีกประเด็นหนึ่ง สมองของเราประมวลผลสิ่งต่างๆ แบบสัมพัทธ์ เมื่อไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบหนึ่ง สมองเราก็จะปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมนั้น เช่น เรื่องตา การมองเห็นภาพและแสง ตอนเราเดินออกจากโรงหนังเห็นแสงจ้าๆ ช่วงแรกเซลล์ถูกปรับตัวไว้กับภายในโรงหนังที่มีแสงทึมๆ พอออกไปเจอสถานที่ใหม่ มันจะงง เหมือนไม่ได้เตรียมใจมาจะเจอกับแสงเยอะขนาดนี้ แต่พอออกมาอยู่ข้างนอกสักพักหนึ่ง เราก็สามารถปรับตัวได้ในสภาพแสงใหม่ เรียกว่า adaptation คือการปรับตัวของเซลล์เพื่อให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

        “เรื่องความสุขและความทุกข์ ก็มี adaptation แบบนี้เหมือนกัน ขอบเขตของความทุกข์คืออะไร สมมติว่าเราเจอปัญหาหนักเข้ามา ถ้าเราไม่เคยมีความทุกข์อะไรมาก่อนหน้านี้เลยก็จะรู้สึกเป็นทุกข์กับมันอย่างมาก แต่ถ้าก่อนหน้านี้เราเคยเจอปัญหาที่หนักกว่านี้มาแล้ว เราจะรู้สึกว่าปัญหานี้ไม่ได้หนักหนาเลย เพราะว่าเราเติบโตขึ้นไปแล้ว”

 

ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์

ฝึกตนบำเพ็ญตัว

        “การควบคุมตัวเองเป็นผลมาจากการทำงานของสมอง ซึ่งแต่ละช่วงอายุของเราก็จะมีความสามารถด้านนี้มากน้อยไม่เท่ากัน เช่น การทดลองชื่อ ‘มาร์ชแมลโลว์เทสต์’ เป็นการทดลองทางจิตวิทยา เริ่มต้นไอเดียว่าเด็กที่มีความสามารถในการควบคุมตัวเองสูง น่าจะสัมพันธ์กับการประสบความสำเร็จในอนาคต เขาเลยทำการทดลองน่ารักๆ นำเด็กเข้ามาในห้อง แล้วมีมาร์ชแมลโลว์หนึ่งชิ้นวางไว้บนโต๊ะ บอกเด็กว่ามาร์ชแมลโลว์นี้กินได้ แต่ให้หนูรอก่อน เดี๋ยวพี่จะออกไปข้างนอกสักครู่ ถ้าหนูรอได้และยังไม่กิน พี่จะให้มาร์ชแมลโลว์เพิ่มอีก 1 ชิ้น

        “พบว่าเด็กที่อายุน้อยยังควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ ถ้าเด็กโตขึ้นหน่อยก็จะมีความสามารถในการควบคุมมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นเพราะสมองส่วนหน้ามีการพัฒนามากขึ้นตามอายุ ในเด็กที่อายุเท่ากันก็อาจจะมีการเจริญไม่เท่ากัน จึงทำให้เด็กบางคนสามารถควบคุมตัวเองดีกว่าเด็กคนอื่น

        “มีตัวอย่างงานวิจัยที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่ง เขาพบว่าตัวเราในอนาคตจะมีความยับยั้งชั่งใจมากกว่าตัวเราในปัจจุบัน แปลว่าถ้าเราหยุดยั้งตัวเองไว้สักครู่ อาจจะทำให้เราหยุดความต้องการสิ่งนั้นได้ เช่น มีแอพฯ มือถือช่วยให้เราลดการใช้งานเฟซบุ๊ก ถ้าเราอยากเข้าเฟซบุ๊ก จะต้องรอไป 5 นาทีกว่าจะได้เข้า กว่าจะครบ 5 นาทีนั้น เราก็ไม่อยากเล่นแล้ว

        “ความสามารถควบคุมตัวเองเป็นการฝึกพฤติกรรม คอนเซ็ปต์กว้างๆ คือถ้าเราต้องการจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆ หนทางที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดคือเราต้องเทรนตัวเองด้วยหลักการให้รางวัลและการลงโทษ ซึ่งก็แตกไปอีกว่าให้ของสิ่งนี้เป็นรางวัลเพื่อให้ทำดีต่อไป หรือว่าลงโทษเพื่อไม่ให้ทำพฤติกรรมนั้นอีก”

สมองแห่งความสุข

        “ในยุคสมัยที่เราได้ผลลัพธ์ทันทีทันใด ก็คือเหตุผลว่าทำไมพฤติกรรมเสพติดต่างๆ จึงก่อตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะว่าเราไม่มีโมเมนต์ช่วงการรอคอย ซึ่งจริงๆ การรอก็สำคัญ

        “อย่างเช่น คนที่อยากช้อปปิ้งสิ่งของใหม่ ถ้ารอเวลาสักหนึ่งอาทิตย์ กลับบ้านไปคิดก่อนว่าจะซื้อไหม แล้วค่อยกลับมาซื้อ จริงๆ ไม่ใช่แค่การกลับไปคิดทบทวนด้วยเหตุผล แต่คือการรอนานขึ้น ทำให้ความอยาก ณ ตรงนั้นลดลง มันจึงไม่ใช่แค่คุณค่าของของตรงหน้า แต่คือความอยากภายในตัวเราที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมเราด้วย

        “พฤติกรรมเป็นผลพวงมาจากอดีตที่สั่งสมมา ไม่ได้เพิ่งมาเกิดขึ้น ณ ตอนนี้ สิ่งที่เจอมาในอดีตทั้งหมดทำให้เราเป็นเราในวันนี้

        “มาร์ชแมลโลว์เทสต์ก็มุ่งไปที่ประเด็นว่าเราจะควบคุมตัวเองได้ไหม เราเห็นคุณค่าในปัจจุบัน หรือคาดการณ์อนาคตว่าจะได้คุณค่าที่มากกว่า เราสามารถรอได้ไหม หรือเราให้ความหมายกับการที่จะต้องทำเดี๋ยวนี้มากกว่าคุณค่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

        “สมองกับหัวใจ เหตุผลกับอารมณ์ ความคิดกับความรู้สึก จริงๆ มันสัมพันธ์กันอย่างมาก มีคนชอบพูดว่าใช้สมองหรือใช้หัวใจ จริงๆ ในทุกพฤติกรรมของเรามันไม่มีการแยกหรอกว่าเป็นการใช้เหตุผลหรืออารมณ์ มันก็อยู่รวมกันในสมองของเรานี่ล่ะ”

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภควดี จรูญไพศาล

Content Creator - adB JUNIOR

ภาพโดย

พิชชาภา พลนิกรกิจ

Photographer - adB JUNIOR