ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์: สถาปนิกขี้สงสัยผู้มองความเป็นไทยแบบกรุงเทพฯ ผ่านสถาปัตย์สุดเซอร์แต่สร้างสรรค์

The Guest
4 Dec 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

รถพุ่มพวงที่ดูราวกับตลาดสดบนรถกระบะ, ราวตากผ้าหน้าบ้านหรือที่อยู่อาศัย, ผ้าใบกันสาดที่ใช้บังแดดร้านรวงต่างๆ หรือการวางของเพื่อกันคนมาจอดรถหน้าบ้าน สิ่งเหล่านี้หากมองผ่านๆ ในชีวิตประจำวันก็อาจไม่มีอะไรที่น่าสนใจหรือน่าตื่นเต้น แต่ไม่ใช่กับ ‘ชัช’ – ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์ ผู้มองสิ่งเหล่านี้ผ่านสายตาสถาปนิกขี้สงสัย เพราะหากลองมองให้ลึกอีกสักนิด มันคือสิ่งสะท้อนความเป็นเมืองในรูปแบบหนึ่ง

        สิ่งปลูกสร้างหรือข้าวของใกล้ตัวเหล่านั้นล้วนมีที่มาที่ไป และสามารถสะท้อนความเป็นเมืองได้หลากหลายแง่มุม ทั้งพฤติกรรม วิถีชีวิต ของคนในพื้นถิ่น ถึงแม้อาจไม่ได้มีมูลค่าในแง่ความวิจิตร แต่ก็เกิดเป็นนวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาได้จริง ทั้งยังเกิดเอกลักษณ์และเสน่ห์แบบไทยๆ ที่บ้างก็สร้างสรรค์ บ้างก็เรียกรอยยิ้มเมื่อพบเห็น 

        อย่างไรก็ตาม หากขยับไปมองมุมกว้าง มันคือภาพสะท้อนใหญ่ถึงปัญหาบางอย่างในระดับโครงสร้างของเมือง จนส่งผลลงมาให้คนในพื้นถิ่นแต่ละแห่งต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเอง

        ความสนใจในเรื่อง Urban Vernacular architecture หรือสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นในเมือง ในแง่การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ ทำให้ชัชมีงานเขียนเล่มแรกของตัวเองที่ชื่อ ‘อาคิเต็กเจอ’ หนังสือที่รวบรวมบทความสิ่งใกล้ตัวที่สะท้อนการแก้ปัญหาออกมาเป็นสถาปัตย์แบบไทยๆ ผ่านการลงพื้นที่สำรวจ ศึกษาข้อมูล พูดคุยกับผู้คน และทำให้เขาได้มองเห็นความเป็นจริงหรือเงื่อนไขบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังความเซอร์เหล่านั้น

        “เรามองในมุมสนุกได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่ามันเกิดจากรสนิยมที่ประหลาดบางอย่าง จากเงื่อนไขบางอย่าง หรือ ปัญหาบางอย่างในเมืองที่มีอยู่จริง และเราต้องไม่ romanticize เยอะ แต่ต้องสะท้อนปัญหาด้วย เพื่อนำไปสู่การแก้ไข”

 

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์โฮมสตูดิโอ Everyday Architect & Design Studio แห่งนี้เริ่มมาได้อย่างไร

        มีสองประเด็น ประเด็นแรกคือ เราอยากซ่อมบ้านอยู่แล้ว เลยถือโอกาสช่วงที่ว่างตอนโควิด-19 กับช่วงที่บ้านว่าง ในการซ่อมบ้าน อีกประเด็นคือ เราอยากทดลองบางอย่างกับไอเดียที่เราเคยเขียนในงานว่าจะเอาพวกเฟอร์นิเจอร์เก่าที่บ้านมาผนวกใช้กับงานออกแบบจริงได้อย่างไร ตอนแรกไม่รู้ทำได้ไหม ที่นี่เป็นตึกแถวไม้สองชั้น บ้านจริงๆ ของเราอยู่ฝั่งข้างๆ ถัดไป แต่บ้านฝั่งนี้เป็นบ้านที่คุณพ่อสร้างขึ้นให้คนงานที่บ้านอยู่ คุณพ่อเราเป็นช่างทอง สมัยก่อนคนงานเยอะ เขาเลยซื้อที่ดินแปลงเปล่าข้างๆ ไว้ แล้วสร้างบ้านสองชั้นให้คนงานอยู่ ทีนี้พออยู่ๆ ไปคนงานจากสิบคนก็เหลือสองคน บ้านหลังนี้ก็จะทรุดโทรมแล้วโล่งขึ้น พอดีกับที่เรามีไอเดียนานแล้วว่าถ้าจะทำอะไรในอนาคต หรือจะรีโนเวตบ้านก็อยากให้มีฟังก์ชันเพิ่มเป็นสตูดิโอของเราเอง เอาไว้ทำงาน หรือในอนาคตจะเปิดบริษัทจริงจังก็ได้

คุณเติบโตมากับชุมชนตรงนี้ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ที่นี่เปลี่ยนไปเยอะไหม

        ไม่ค่อยเปลี่ยนนะ แต่จะเปลี่ยนในแง่มีรถไฟฟ้ามา บางโซนก็ทำคอนโดฯ เตี้ยๆ ให้เช่า ส่วนเราก็อยู่เหมือนเดิม

        ไม่ค่อยมีอะไรแอ็กชันเท่าไหร่ ที่นี่เป็นชุมชมอยู่อาศัย ส่วนใหญ่เป็นบ้านพัก คนก็จะอยู่บ้านแล้วค่อยไปทำงานที่อื่น ถ้าเป็นคนหาเช้ากินค่ำก็จะข้ามเรือไปท่าดินแดง ไปเยาวราช ไปสำเพ็ง ไปปากคลองตลาด แต่บางคนก็เปิดร้านอาหารขายที่นี่ อย่างบ้านหลังนี้พ่อเราก็เป็นช่างทอง เขาก็จะอยู่กับบ้านอย่างเดียว

คนในชุมชนสนิทกันไหม

        กลางๆ นะ เราว่าอุดมคติแบบชุมชนรักกันมันไม่ได้มีจริงหรอก แต่ชุมชนนี้ดีอย่างที่เป็นชุมชนอยู่อาศัย ไม่ได้มีเรื่องของการค้าขายที่อาจทำให้ทะเลาะกันง่าย บางที่ต้องแย่งชิงผลประโยชน์กัน แต่ที่นี่จะอยู่อาศัยเยอะ ฉะนั้น ปัญหาจะเป็นเรื่องการเกยบ้านกัน หรืออย่างที่จอดรถ เพราะซอยแคบด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็แล้วแต่พื้นที่นะ ความจริงถ้าเราศึกษาเรื่องชุมชนจะมีรายละเอียดเยอะมาก บางทีเราจะเห็นแค่ภาพความรักกันในแง่ของ action plan ของคนกลุ่มหนึ่งเฉยๆ เช่น มีคนร้อยคนในชุมชน อาจจะดูรักกันสิบคน แล้วออกสื่อ แต่ความเป็นจริงอีกเก้าสิบคนอาจจะอยู่เฉยๆ ก็ได้

เป็นไปได้ว่าสิ่งที่คุณสนใจในแง่สถาปัตยกรรมหรือการออกแบบทุกวันนี้ แม้กระทั่งการรีโนเวตบ้านเป็นสตูดิโอทำงาน อาจจะมาจากสิ่งแวดล้อมแบบนี้ที่ปลูกฝังมามาตั้งแต่เด็ก

        เป็นไปได้ แล้วรู้สึกว่ามันผูกพันกับเรา เราไม่ค่อยได้ย้ายที่อยู่ อย่างงานออกแบบก็พยายาม relate สิ่งที่เราชอบและสิ่งที่มันเป็นอยู่ในซอยให้ไปด้วยกัน เราพยายามเอาไอเดียของสิ่งที่เราชอบซึ่งเคยเขียนบทความแต่ละอันมาเลือกใช้

        กับอีกข้อคือการพยายามคุมงบในการซ่อมบ้าน อะไรที่เก็บได้เราก็จะเก็บ ซึ่งพอเก็บปุ๊บ element ก็จะตรงกับความเป็นอยู่จริงๆ ของเรา อย่างลูกกรงเหล็กดัดเขียวๆ ก็คือของเดิม ไม่ได้ทำใหม่ ประตู หรือ façade ข้างหน้า คือของเดิมหมดเลย ซึ่งถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบ หรือคนยุคใหม่เขาจะรื้อทิ้งไปเลย แต่เราไม่ได้มองว่าไม่สวย แต่เรามองว่าเป็นสิ่งที่เราสนใจที่ เลยอยากเก็บไว้เพื่อฟังก์ชันอะไรบางอย่าง

แสดงว่าบางทีเวลาคนพูดความเป็นไทย เราจะนึกถึงความเชย แต่ความจริงถ้าเรามาจับให้ถูกที่ถูกเวลา ก็สามารถสร้างมูลค่า และทำให้สวยได้

        ใช่ แต่ว่าต้องแยกให้ถูก เราว่านี่ถือเป็นปัญหาการนิยามความเป็นไทยของสังคมไทย คือคนไทยไม่ค่อยนิยามความเป็นไทยในระดับที่ชัดเจน ปกติพอความเป็นไทยเราจะนึกถึงเรื่องประเพณีนิยม วัดไทย บ้านภาคกลาง ไทยภาคเหนือ เป็นเรื่องของอนุรักษ์ประเพณี ไหนจะมีไทยประเพณี ไทยพระราชนิยมที่เป็นวัดวัง ไทยพื้นถิ่น บางคนก็พยายามจะนิยามว่ามีไทยสามัญด้วย แต่ถ้าที่บ้านอาศัยของเราเองน่าจะเป็นกึ่งๆ ไทยสามัญ คือมีสิ่งของที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งพวกนี้คนไม่ค่อยเชิดชูเท่าไหร่ 

        ความจริงถ้าพูดแบบไม่ต้องนิยาม มันคือชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว ถ้าเรานิยามว่าเราเป็นคนไทย เราใช้ชีวิตแบบไหนในสังคม มันคือความเป็นไทยแบบนั้นเลย ดังนั้น ของพวกนี้ก็อยู่ในชีวิตประจำวันเราในช่วงเวลาหนึ่ง จนถึงปัจจุบันนี้ที่บางคนอาจจะมองว่าเก่า แต่เรามองว่าไม่เก่านะ เพราะถ้าพูดถึงความเก่าในแง่สถาปัตยกรรมต้องอายุร้อยปีขึ้นไป แต่ของพวกนี้แค่สี่สิบ ห้าสิบปี มันยังไปได้อีกประมาณอีกครึ่งทศวรรษ ดังนั้น เราเลยรู้สึกว่าความเป็นไทยแบบนี้ยังไม่เก่า และน่าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตได้ 

 

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

คุณเคยโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าโจทย์ของการสร้างสตูดิโอนี้คือ ‘ความเป็นไทยแบบกรุงเทพฯ’ นิยามความเป็นไทยแบบกรุงเทพฯ สำหรับคุณหมายความว่าอย่างไร

        ย้อนกลับไปตอนที่เราเขียนคอลัมน์ลงเว็บไซต์แรกๆ เราจะเรียกว่าความเป็นไทย แต่เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าส่วนใหญ่การเลือกประเด็นในสิ่งที่เราเขียนจะ base on กรุงเทพฯ เป็นหลัก ซึ่งอาจจะมีประเด็นที่ใกล้เคียงกับเมืองอื่นๆ เพราะความเป็นเมืองก็ใกล้ๆ กัน แต่พอเป็นความไทยในกรุงเทพฯ มันก็จะชัดในปัญหา นวัตกรรมบางอย่าง หรือลักษณะของแสง การใช้สี วัฒนธรรมบางอย่างที่เป็นเฉพาะเมืองนี้ อย่างกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีปัญหารถติด ทางเท้าพัง แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่เป็นความหลากหลาย คือมีคนต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ในยุคหนึ่ง มันเลยเกิดการใช้งาน หรือเกิดผู้อยู่อาศัยที่หลากหลาย หรืออย่างบทความที่เราเคยเขียน เช่น เรือคลองแสนแสบ ก็มีเฉพาะกรุงเทพฯ เราเลยรู้สึกว่า หลังๆ จะไม่พูดว่าเป็นความไทยแล้ว แต่เป็นความไทยกรุงเทพฯ ซึ่งก็สะท้อนความเป็นเมืองในรูปแบบหนึ่ง 

        มีนิยามหนึ่งที่เราเพิ่งมารู้ตอนเขียนบทความไปประมาณปีนึง คือคำที่เรียกว่า Urban Vernacular Architecture หรือสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นในเมือง ซึ่งพอเป็นคำว่าพื้นถิ่น มันก็ชัดอยู่แล้วว่าเป็นพื้นที่ตรงนั้น แต่ความพื้นถิ่นจริงๆ ไม่ได้พูดถึงรสนิยมการอยู่อาศัยแบบชาวบ้าน แต่พูดถึงการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ตรงนั้น เช่น คนภาคกลางสมัยก่อนจะยกใต้ถุนสูง เพราะกรุงเทพฯ เป็นที่ราบลุ่ม น้ำจะท่วม ดังนั้น เสาต้องยกสูงเพื่อหลบน้ำ นี่คือการแก้ปัญหากับพื้นที่ตรงนั้น นี่คือสิ่งที่เราเขียนในแต่ละบทความ เป็นการสะท้อนวิธีแก้ปัญหาในเมืองเป็นจุดๆ ไป

ถ้าย้อนกลับไปก่อนที่จะเริ่มเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ จนกลายมาเป็นหนังสือ ‘อาคิเต็ก-เจอ’ สายตาและความสนใจของคุณกับเรื่องพวกนี้เริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่

        ตอนเรียนสถาปัตย์เราก็เป็นเด็กหน้าใสธรรมดา แต่พอเรียนไปถึงปีสี่เหมือนเราเพิ่งมารู้ตัวว่าเรื่องรสนิยมในการดีไซน์หรือมือที่ทำงานออกมาจะสวยสู้เพื่อนไม่ค่อยได้ เราเลยเริ่มคิดว่าถ้าเราเรียนสถาปัตย์แล้วสนใจอะไรที่มีกรอบชัดขึ้นก็น่าจะดี ทำให้เราคิดวิธีการทำงานให้ชัดขึ้น อย่างเพื่อนเน้นดีไซน์ที่สวยไปเลย หรือใช้โปรแกรมเก่ง แต่เราก็คิดว่ามันมีอีกรูปแบบหนึ่งที่อยู่ในขอบเขตสถาปัตยกรรมที่เราเรียนและเราสนใจ คือเรื่องความเป็นเมือง บวกกับเราเป็นคนกรุงเทพฯ แต่เพื่อนส่วนใหญ่จะมาจากต่างจังหวัด เราก็รู้สึกว่าเวลาพาเพื่อนไปดูไซต์งาน เราจะเก่งกว่าเพื่อนในการดูเส้นทาง เช่น ตรงนั้นมีอะไรน่าสนใจ หรือมีร้านอาหารอะไร และชอบชวนเพื่อนเดินไปดู บวกกับความเป็นคนไม่ขับรถ แต่ชอบเดิน สองอย่างนี้น่าจะผนวกกันเป็นจุดแข็งของเราในตอนนั้น เราเลยเริ่มพัฒนาจุดแข็งที่ว่า แต่เป็นการพัฒนาโดยไม่รู้ตัว พอช่วงปีสี่ปลายๆ เราเริ่มปั่นจักรยานไปเรียน พอปั่นก็เริ่มศึกษาเส้นทาง เริ่มสนใจเรื่องเมือง แต่พอช่วงหลังจักรยานเริ่มปั่นยากขึ้น เราเลยเริ่มสนใจการเดินมากขึ้น พอเดินเยอะๆ ก็จะเจอมุมต่างๆ เยอะมาก ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้จะเอาสิ่งที่เห็นไปทำอะไรหรอกนะ (หัวเราะ)

ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องสถาปัตยกรรมแบบไทยเริ่มชัดตอนไหน จนคุณต้องเริ่มศึกษาเรียนรู้จริงจัง

        อย่างที่บอก เรามีปมว่าเราดีไซน์ไม่ค่อยเก่ง เคยคิดว่าจะไม่เป็นสถาปนิกแล้ว (หัวเราะ) พอดีช่วงนั้นมีค่ายนักเขียนสารคดี เราก็สมัครไป เพราะตอนเรียนชอบทำแมกกาซีนอ่านเอง พอได้รับคัดเลือกเราก็ไปอยู่ในค่ายสี่เดือนกว่า ตอนนั้นก็คิดว่าลองไปทางนักเขียนดีไหม เพราะเขียนไปเขียนมาก็ได้ทักษะการเขียนมา งานที่เขียนไปก็มีคนชอบ ตอนนั้นเราเขียนในเรื่องสถาปัตย์ ซึ่งคนที่ตรวจงานก็บอกว่า ‘มุมมองคุณก็ยังเป็นสถาปนิกอยู่นะ ลองกลับไปทำงานสถาปนิกดูไหม’ หลังจบค่ายเราก็เลยกลับมาทำงานเป็นสถาปนิกจริงจัง แต่พอทำไปก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยเก่ง (หัวเราะ) เลยคิดว่าจะหาอะไรทำเล่นๆ เพิ่ม อยู่ดีๆ ก็มีไอเดียที่อยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ในเฟซบุ๊ก เราคุยกับเพื่อนในวงเหล้าว่าเอาเรื่องไทยๆ มาเล่าไหม ซึ่งมันเป็นหัวข้อในวงเหล้าทุกครั้ง เลยคิดว่า แล้วทำไมเราไม่ไปเรียนรู้มันเลย พอดีตอนนั้นมีคนเอาไอเดียนี้ไปเล่าให้ ‘พี่ก้อง’ – ทรงกลด บางยี่ขัน ซึ่งเขากำลังเริ่มทำ The Cloud ฟัง แล้วเราเคยทำกิจกรรมนักศึกษากับพี่ก้อง เขาจำเราได้ เขาก็เลยชวนมาเป็นคอลัมนิสต์ นั่นเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เริ่มได้ลงพื้นที่หาข้อมูลมาเขียนงานจริงจัง

พอลงพื้นที่เยอะ ได้เห็นเยอะ และเริ่มเห็นความเชื่อมโยงจากสิ่งที่เขียน มีอะไรที่คุณรู้สึกตื่นเต้นและอยากสื่อสารออกไปมากๆ บ้าง

        ความจริงมีเรื่องหนึ่งที่อยากสื่อสาร คือการดัดแปลงหรือออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อแก้ปัญหาแบบไทยๆ ซึ่งเรื่องพวกนี้จะมีความสนุกคือความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งบางทีเราก็มองเป็นเรื่องตลกโปกฮาว่าคิดได้ไง แต่ในมุมกลับก็มีปัญหาที่ซ่อนอยู่เหมือนกัน คือโอเค เรามองในมุมสนุกได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่ามันเกิดจากรสนิยมที่ประหลาดบางอย่าง จากเงื่อนไขบางอย่าง หรือปัญหาบางอย่างในเมืองที่มีอยู่จริง และเราต้องไม่ romanticize เยอะ แต่ต้องสะท้อนปัญหาด้วย เพื่อนำไปสู่การแก้ไข เราพยายามเอาความสนุกมาล่อตอนเขียน ซึ่งช่วงแรกๆ เราก็สนุกกับมันจริงๆ แต่พอเราเขียนก็มีคนฟีดแบ็กมาว่า บางทีเราไปเชิดชูสิ่งพวกนี้เกินไปก็ไม่ได้ ดังนั้น หลังๆ เวลาเราเขียนก็จะสะท้อนปัญหากลับมาด้วยว่ากรุงเทพฯ หรือเมืองไทยมีปัญหาอะไรซ่อนอยู่

 

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

ดร. สันติธาร เสถียรไทย เคยบอกว่า คนไทยเป็นคนที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง แต่ในระยะยาวจะไปต่อไม่ได้ หรือเราสังเกตเห็นการแก้ปัญหาแบบไทยๆ ที่คุณบอก เช่น การเอาพัดใหญ่ๆ ไปแปะกั้นกระจกหลังรถเพื่อกันแดด ซึ่งก็กันแดดได้จริงๆ แต่มันคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งที่ความจริงควรจะเปลี่ยนระบบ หรือเปลี่ยนรถเมล์ มันคือสิ่งที่คุณพูดถึงเรื่องการสะท้อนปัญหาที่ว่าใช่ไหม

        มันเหมือนสายน้ำนะ หมายถึงโครงสร้างซึ่งเหมือนเป็นต้นน้ำเรามีปัญหาจริงๆ พอมันเริ่มไหลลงมาที่แต่ละจุดก็เละหมดเลย ฟุตพาทที่พังเกิดจากการไม่ได้วางผังให้ดี หรือการประสานงานของเทศกิจ เสาไฟฟ้า หรือต้นไม้ ก็ไม่เคยลงรอยเลย มันสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากความแย่ของโครงสร้าง หรือรถเมล์ที่ไม่เคยพัฒนาเลย เราสังเกตว่าบางตลาดที่ตอนนี้จะมีผ้าใบกันเยอะ เกิดจากพื้นที่ที่ไม่อำนวย หรือการจัดสรรพื้นที่ไม่ตอบโจทย์ ชาวบ้านเลยต้องแก้ปัญหาที่หน้างาน คือบางทีโครงสร้างก็คือโครงสร้าง มัน ideally มากๆ แล้วคนที่ต้องมาเจอปัญหาเหล่านี้ก็เลยต้องดึงความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาใช้ให้เขาอยู่รอดได้ ซึ่งถามว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไหม เราว่าแล้วแต่กรณี บางอันคือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจริงๆ แต่ว่าบางอันก็เป็ยโอกาสที่สามารถทำให้ยั่งยืนได้นะ ยกตัวอย่างรถเข็นข้างทาง บางร้านแก้ปัญหาฟุตพาท ปรับระดับรถเข็น เอาอิฐมาตั้ง เอาผ้าใบกันอีก แล้วเขาก็อยู่อย่างนั้นมาสิบปียี่สิบปีได้ จริงๆ มันเป็นการแก้ปัญหาปลายทางที่ตอบโจทย์เหมือนกัน แต่ก็ต้อง pick up ให้ถูกเรื่องว่าไหนอันเวิร์กไม่เวิร์ก

        ดังนั้น เวลาเขียนคอลัมน์ เราจะไม่เขียนเรื่องฟุตพาทพัง ไม่เขียนเรื่องป้อมตำรวจขวางทางเดิน ไม่เขียนเรื่องสายไฟฟ้าที่ห้อยลงมา เพราะรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ ไม่มี solution ให้เราเห็นด้วย พวกนี้ต้องด่าโครงสร้างให้เยอะ (หัวเราะ) แต่เราจะ pick up อะไรที่มีเรื่องของรสนิยมในการแก้ปัญหาบางอย่างที่ดูมีโอกาสต่อยอดได้ จริงๆ มันควรจะแก้โครงสร้างไปด้วยกัน แต่ในเมื่อแก้โครงสร้างยาก แล้วเราเป็นสถาปนิกที่คิดเรื่องการออกแบบได้ ตรงนี้เป็นโอกาสหนึ่งซึ่งสามารถนำมาใช้ นำมาต่อยอด นำมาหา solution ให้เข้ากัน และอาจจะเกิดมิติใหม่ก็ได้ เพราะบางทีเราชอบมองแต่เรื่องโครงสร้างเดียว ทำให้อาจจะไม่เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะนวัตกรรมก็เกิดจากความคิดสร้างสรรค์

ภายใต้ความสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาแบบไทย สามารถสะท้อนพฤติกรรมหรือลักษณะคนไทยอย่างไรได้บ้างไหม

        เราเพิ่งมาคิดได้ว่าความคิดสร้างสรรค์แบบไทยๆ เกิดจากบริบทนี่แหละ เราเกิดมาครอบครัวแบบไหน เราก็มีความคิดพื้นฐานแบบนั้น หรือถ้าเราเกิดในสังคมต่างประเทศ พอกลับมาเมืองไทยก็มีพื้นฐานวิธีคิดต่างกัน ดังนั้น บริบทหรือสภาพแวดล้อมตรงนั้น ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมา อย่างที่บอก พอเกิดปัญหาก็เหมือนเป็นการกระตุ้นเรื่องการใช้ชีวิต อย่างเช่น แม่ค้ารถเข็นที่ต้องขายน้ำ ถ้าไม่ขายให้ได้ภายในเจ็ดวันจะไม่มีเงินส่งลูกเรียน ดังนั้น เขาก็ต้องรีบแก้ปัญหาตรงนั้น เหมือนเราสร้างเดดไลน์บางอย่าง เมื่อบริบทพร้อม โจทย์ชัดว่าต้องแก้ปัญหา กับคนคนหนึ่งที่ต้องดิ้นเพื่อสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา พอมาชนกันปุ๊บ ก็เกิดการแก้ปัญหาแบบที่เราเห็น แต่บางคนก็ชอบดึงเรื่องนวัตกรรมแบบนี้มาเล่นกับเรื่องคอมเมอร์เชียล ซึ่งเราคิดว่าน่าจะสะท้อนกลับไปที่ปัญหาจริงๆ ด้วย อันไหนต่อยอดได้ก็ต่อยอดไป แต่เราต้องกลับมาแก้โครงสร้างเช่นกัน

ถ้าเราไม่การแก้ปัญหาแบบไทยในมุม romanticize ในฐานะคนเป็นสถาปนิก คุณโมโหไหมกับโครงสร้างที่บิดเบี้ยวจนส่งผลมาจนถึงระดับการใช้ชีวิตของคนธรรมดาที่ต้องอยู่และหาวิธีแก้กันเอาเอง

        โมโหนะ เคยมีเพื่อมาคอมเมนต์รูปที่เราถ่ายเสาไฟแล้วมีสายไฟห้อยแบบโหดเลยว่า ‘มึงก็ดีนะ ชอบอะไรพวกนี้ เป็นกูจะกรี๊ดตาย’ (หัวเราะ) เราเลยคิดว่าหรือมันอยู่ที่มุมมอง คือเราเข้าใจปัญหาเหมือนกัน แต่เราแค่มองว่า บางคนมองแล้วรู้สึกแย่ เพราะเขาอาจไม่รู้วิธีแก้ปัญหา เขาก็จะมองปัญหาแล้วจบเลย สมมติเป็นคุณหมอมาเห็น เขาก็อาจไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เราเป็นสถาปนิก เราจะมีวิธีแก้ในใจ เหมือนเห็นโอกาส ก็เลยทำให้เราอยู่กับความบิดเบี้ยวได้ประมาณหนึ่ง กับอีกข้อที่ทำให้อยู่กับมันได้คือคาแรกเตอร์คนไทย เขาเรียกว่ามุกตลกในห้องขัง เราชอบเล่นมุกตลกกับสถานการณ์แย่ๆ อย่างมีช่วงที่รถไฟฟ้าบีทีเอสเสีย คนก็ด่าบีทีเอสหนักมาก แล้วมีคนคนหนึ่งไปแกล้งทักแชตในแฟนเพจวง BTS ของไทย (BTS เป็นชื่อศิลปินบอยแบนด์จากเกาหลีใต้) ว่า รถไฟฟ้าเสีย แย่จัง แล้วแอดมินวง BTS ก็มาตอบว่า ผมก็มาสายเหมือนกัน (หัวเราะ) คนก็แชร์กันเต็มเลย คือยังขำในสถานการณ์ที่แย่ได้ ซึ่งแน่นอนมันไม่ยั่งยืนหรอก ภายใต้ความขำปัญหามันยังมีอยู่ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นวิธีเยียวยาหนึ่งที่ทำให้เราอยู่กับมันได้โดยไม่เครียดเกินไป 

 

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อยากให้ขยายสิ่งที่คุณบอกว่า ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นโอกาสในทางสถาปัตย์

        คือมันมองได้สองแง่ โอกาสทางสถาปัตย์ คือสมมติเราจะไปออกแบบตลาด เราก็จะเห็นปัญหาแล้วว่า พี่แม่ค้าทุกคนต้องมีที่ระบายน้ำลงมา หรือเรื่องฟุตพาทที่ปัญหามันเยอะจริงๆ เราก็ต้องช่วยหาวิธีทำฟุตพาทให้ดีขึ้น ซึ่งอันนี้จะกลับไปเรื่องโครงสร้าง แต่บางสิ่งที่เราเจอมันคือสถาปัตยกรรมที่เอามาใช้แก้ปัญหาในการออกแบบได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างหนึ่งที่เราเคยเห็น คือรางระบายน้ำจากหลังคาที่มีคนเอามาต่อเป็นกรวยกับสายยาง ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ถ้าคนสร้างบ้านใหม่ทั่วไป เขาจะไม่ทำรางระบายน้ำแบบนี้ เขาจะต่อเป็นเกลียวท่อพลาสติกยึกยัก หักเลี้ยวไปมา ซึ่งบางทีถ้าเราอยู่ในบ้านที่ข้างบ้านแคบๆ ที่ไม่พอ เราจะต้องหักกันเหนื่อยเลย แต่พี่ๆ ชาวบ้านเขาต่อสายยางกันแค่นี้เอง จบ เรารู้สึกว่าวิธีแก้ปัญหานี้โคตรเวิร์ก ถ้าเราเจอปัญหาในการระบายน้ำแล้วหาทางลงไม่ได้ เราปวดหัวกับท่อพลาสติกมาก ทำไมไม่ทำวิธีแก้แบบนี้ แล้วเลือกสายยางให้ดีขึ้นไหม หรือออกแบบรายละเอียดในการยึดกรวย หรือเป็นกรวยที่เปลี่ยนได้ สายยางที่เปลี่ยนได้ สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสในการออกแบบ ซึ่งพอแก้ปัญหาแบบนี้ เราก็จะเห็นคาแรกเตอร์ความเป็นไทยบางอย่างทันทีเลย

ในแง่โครงสร้างอาจจะเปลี่ยนยาก แต่ในแง่การแก้ปัญหาแบบไทยเช่นนี้ก็อาจก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ค่อยดีสำหรับบางคนที่พบเห็น คุณคิดว่าเราจะอยู่ร่วมกับสิ่งนี้ได้อย่างไรโดยไม่ไปตัดสินกันก่อน

        โคตรยากเลย (หัวเราะ) คือต้องมีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมสังคมมากๆ และพยายามไม่ไปตัดสินเขา ซึ่งเราว่ามันคือความไม่ไปอคติเขาก่อน หรือการไม่เอารสนิยมเราไปตัดสินเขา มันคล้ายกับว่าสิ่งพวกนี้เกิดจากความเหลื่อมล้ำ ซึ่งความเหลื่อมล้ำก็จะทำให้เรายิ่งห่างกันไปเรื่อยๆ คนใช้รถก็จะใช้รถเข้าห้างไปเลย แต่อาจจะไม่เคยมาเห็นข้างบ้านว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง แล้ววันหนึ่งพอเกิดสภาวะที่ต้องมาเจอกัน เขาก็จะไม่เข้าใจกัน เขาจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ถ้าเขาไม่เคยรู้สึกว่าอยากจะลงมา compromise กันตั้งแต่แรก ดังนั้น สิ่งที่ควรจะทำคือพยายามเข้าใจเขา เข้าใจในแง่ความเป็นคนไม่พอ แต่ต้องเข้าใจเรื่องสถาปัตยกรรมที่เขาเป็น ข้อจำกัดเขา และไม่ไป romanticize เขา ดังนั้น การเขียนบทความเราเลยช่วยได้เยอะ ทำให้เราเป็นแบบนี้ไง (หัวเราะ) เพราะเราดันรู้ว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเพราะอะไรประมาณหนึ่ง คือจับต้นชนปลายได้ดี เราเลยรู้สึกว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง