พิง ลำพระเพลิง | ชีวิตการเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวของ ผู้กำกับ นักเขียนบท และนักแสดงอารมณ์ดีที่เราชื่นชม

The Guest
18 Mar 2018
เรื่องโดย:

วงศกร ยี่ดวง

เป็นธรรมดาที่การได้ชมชีวิตของใครคนหนึ่งผ่านจอโทรทัศน์สีหรือจอภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่นั้น เราจะได้รับรู้ฉากภาพอันสวยงามราวกับทุกอย่างออกแบบไว้ แต่ชีวิตจริงเราเป็นอย่างนั้นหรือไม่คงไม่มีใครตอบได้เท่าตัวของเรา ในวันที่พระอาทิตย์สาดแสงราวกับมีใครสั่งจัดไฟแรงตรงหน้า เรามีนัดกับ ภูพิงค์ พังสอาด หรือชื่อในวงการที่แสนคุ้นหูอย่าง ‘พิง ลำพระเพลิง’ ผู้กำกับ นักเขียนบท และนักแสดงอารมณ์ดี

เรื่องราวชีวิตการเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ได้ฟังตรงหน้าอาจจะเหมือนบทละครสักเรื่องก็จริง และยิ่งได้คุยกับ ‘หนามเตย’ – วสวัส พังสอาด ลูกชายที่ราวกับถอดแบบกันมา ก็เชื่อแล้วว่าเรื่องราวของชีวิตมีความรักเป็นเชื้อเพลิงสำคัญจริงๆ

 

ผมเองก็เป็นพ่อที่เหมือนพ่อในหนังทุกเรื่องนะ (หัวเราะ)

 

 

WHEN A CHILD IS BORN :

ในวูบแรกเมื่อรู้ว่ากำลังจะเป็นพ่อ ผมรู้สึกกลัวนะ กลัวว่าจะเลี้ยงเขาได้ไหม เพราะนี่เป็นเหมือนพันธะชั่วชีวิต มันไม่เหมือนในหนังที่เรากระโดดดีใจจนตัวลอย เบื้องต้นเรากังวลว่าเขาจะพิการไหม ถัดมาคือเราจะเลี้ยงเขาได้ไหม รอดไหม กลัวว่าจะหากินรอดไหม หากินคือตัวเรา เพราะตอนนั้นหน้าที่การงานคือยังไม่ดี ตอนนั้นยังทำขนมปังปี๊บอยู่ที่สัตหีบ แต่เหมือนกับหลังชนฝาเนอะ ในเมื่อมีเขามาแล้ว ดังนั้น ก็ทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่คนอื่นเขายังเลี้ยงกันได้ ก็ลองดู ซึ่งเลี้ยงไปแล้วก็รอดมาได้ แล้วรอดมาอย่างดีด้วย

 

 

I AM YOUR FATHER :

ผมเองก็เป็นพ่อที่เหมือนพ่อในหนังทุกเรื่องนะ (หัวเราะ) เป็นพ่อพิมพ์นิยม คือลูกอยากทำอะไรไม่เคยห้ามเลย สนับสนุนอย่างเดียว อย่างเขาอยากเต้นบีบอย ผมก็สนับสนุน เพราะผมมองในแง่ของการออกกำลังกาย หรือว่าเขาอยากทำอะไรที่คนทั่วไปอาจจะมองว่าเลอะเทอะ ผมก็คอยสนับสนุน อย่างช่วงเขาเป็นวัยรุ่นใหม่ๆ เขาแต่งตัวเลอะเทอะตามสไตล์ก็ไม่เคยว่าเขา และสุดท้ายเขาก็ค่อยๆ ปรับ จนหาแนวทางเจอ และผมรู้สึกโชคดีมากที่ลูกเป็นผู้ชาย และได้ลูกอย่างหนามเตย

ตอนที่ย้ายจากสัตหีบมาอยู่กรุงเทพฯ ผมเลือกอยู่คอนโดฯ ที่อยู่ใกล้โรงเรียนลูก เลือกทำเลที่ข้างล่างเป็นร้านสะดวกซื้อ เพราะเรารู้ว่าเราต้องทำงานแล้วเขาต้องดูแลตัวเอง ตอนนั้นหนามเตยอายุ 12 เท่านั้น เลยถือเป็นความโชคดีของเรา ผมว่าการเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวนั้นไม่ได้ยากหรอกถ้าได้ลูกที่ดี ลูกผมนี่โตด้วยอาหารไมโครเวฟ ผมนี่โคตรโชคดีเลย (หัวเราะ)

 

 

TEACH AND LEARN :

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าอยู่ด้วยกันสองคน ผมไม่เคยสอน แต่จะทำให้เขาดูมากกว่า ไม่เคยบอกว่าลูกควรจะอ่านหนังสือนะ อ่านแล้วมันดีนะ ไม่เคยบอก แต่ผมอ่านให้เขาเห็นทุกวัน หนังสือในบ้านมีเป็นพันเล่มเลย อ่านจนเขารู้สึกได้เองว่าแดดดี้ทำอะไร มันดีตรงไหน เขาก็เริ่มอ่านบ้าง จนกระทั่งเขาติดการอ่านหนังสือในที่สุด มีเพียงเรื่องเดียวที่ผมพูดสอนลูกคือเรื่องกามารมณ์ว่าต้องใช้ถุงยางอนามัยนะ ทั้งเรื่องของโรคติดต่อ และเรื่องพันธะชั่วชีวิตหากเขาเกิดท้องขึ้นมา เคยคิดสองจิตสองใจนะว่าหรือจะทำให้ดูดี แต่ก็อย่าเลย สอนเอา พูดเอาดีกว่า (หัวเราะ)

มีเรื่องหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเขา ในช่วงปีที่แล้วที่หนามเตยสอบเข้าเรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วไม่ได้อย่างที่หวัง เขาเดินมาบอกเราว่าปีนี้ขอยังไม่เรียนนะ จะขอใช้ชีวิต ได้เลยลูก ตามใจ แต่ในใจนี่ร้องชมลูกว่าเจ๋งมาก เด็กอายุ 19 ที่อยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่มีที่เรียนหมดคงเป็นความรู้สึกที่เคว้งอยู่เหมือนกัน แต่ผมคิดว่ามันเจ๋งมากๆ ซึ่งสุดท้ายผ่านไปหนึ่งปี เขาทำนู่นนี่ เรียนภาษาพิเศษเพิ่มจนนำคะแนนมาสอบเข้าจนได้

 

 

ONLY LOVE IS REAL :

ผมว่าคนเป็นพ่อต้องกล้าเสี่ยง เพราะถ้าคุณไม่เสี่ยงลูกคุณจะไม่มีภูมิต้านทาน แต่อันนี้ต้องแล้วแต่ทางใครทางมันนะ ผมอาจจะโชคดีที่เจอหนามเตยก็ได้ อย่างที่บอก ผมไม่เคยห้ามลูกเลย เพราะผมรู้สึกว่าอยากลองเสี่ยงดู อย่างปีที่เขาเดินมาบอกว่าจะขอไม่เรียน ถ้าวันนั้นผมไม่ยอม ผมบอกให้เขาไปลงเรียนที่ไหนก็ได้ไว้ก่อน ปีนี้เขาก็อาจจะไม่ติดนิเทศฯ จุฬาฯ อย่างที่เขาต้องการก็ได้

 

 

FATHER TO FATHER :

ผมโตมาในแบบที่ไม่มีคนดูแลเหมือนกันตามสูตรครอบครัวแตกแยกพ่อแม่แยกกันอยู่เลย โตขึ้นมาแบบเสี่ยงๆ ด้วยตัวเอง ทำงานหาเงินเรียนเอง เรียนบ้างไม่เรียนบ้าง เลยรู้สึกว่าเรายังรอดมาได้ ก็ลองดูสิ ถ้าลูกอยากทำอะไรก็ปล่อยมันเถอะ ผมไม่เคยมีสักครั้งที่บอกเขาว่าไม่นะ

 

 

เรื่อง : นภษร ศรีวิลาศ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วงศกร ยี่ดวง

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำ a day BULLETIN